ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: ความเป็นไปได้ของการกระจายอำนาจ และเกมการชักเย่อในสนามการเมือง

หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นจนถึงวันนี้ เราน่าจะพูดได้ว่าภาพของสนามการเมืองไทยมีความแปลกตาไปจากเดิม ซึ่งความแปลกตาที่ว่านี้ อาจไม่ได้หมายถึงความเปลี่ยนแปลงตามที่หลายคนคาดไว้ก่อนมีการเลือกตั้ง หากเป็นความแปลกตาที่ชวนกระอักกระอ่วนและรู้สึกถึงความย้อนแย้งไม่น้อย

ในความงุนงงสิ่งที่เคยเคลือบแคลงกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พร้อมกับบางสิ่งที่ไม่เคยเห็นก็กลับปรากฏให้เห็น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุหลักมาจากการที่ พรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้ง แต่ไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลได้ และ พรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว รวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ เช่น การกลับมาของผู้เล่นสำคัญอย่าง ทักษิณ ชินวัตร

“การเมืองต่อจากนี้คือการชักเย่อกัน ระหว่างคนที่ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงกับคนที่ไม่ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลง” ส่วนหนึ่งจากคำตอบของ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เมื่อถูกถามถึงทิศทางการเมืองไทยต่อจากนี้

อาจารย์ศิโรตม์ คือนักวิชาการผู้ติดตามและวิเคราะห์การเมืองไทยร่วมสมัยมาอย่างใกล้ชิด และยังทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่มีบทบาทอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ช่วงปี 2563 เรื่อยมาจนปัจจุบัน นั่นจึงการันตีได้ว่าสิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อจากนี้ คือความเข้มข้นของความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ ที่ให้รสชาติไม่แพ้กาแฟดำชั้นดีในยามบ่ายฟ้าเปิด

การกระจายอำนาจในมุมมองของอาจารย์คืออะไร

การกระจายอำนาจเป็นได้ทั้งในแง่อำนาจการเมือง อำนาจเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคืออำนาจในการจัดสรรทรัพยากรของตนเอง เพราะสังคมไทยแต่เดิมเป็นสังคมซึ่งรัฐไม่ได้รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เป็นสังคมซึ่งมีอำนาจในการควบคุมทรัพยากรระดับท้องถิ่น รัฐเพิ่งจะมาควบคุมได้ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง และในกระบวนการที่รัฐไทยพยายามควบคุมอำนาจเหนือพื้นที่ซึ่งไม่ใช่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นภาษี ส่วย หรืออำนาจการเมือง เฟสแรกของการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางก็มาด้วยการใช้กำลัง เราจะเห็นว่าในช่วงที่เริ่มมีการรวมศูนย์อำนาจในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่สังคมไทยมีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนค่อนข้างสูง มีการต่อต้านตามหัวเมืองต่างๆ เกิดกบฏเจ็ดหัวเมือง เกิดกรณีเงี้ยวเมืองแพร่ กรณีอุดร กรณีปัตตานี

ฉะนั้น

แต่เดิมอำนาจของสังคมไทยเป็นอำนาจที่กระจายตัวอยู่แล้ว การรวมศูนย์อำนาจเริ่มด้วยการใช้กำลัง นำไปสู่การควบคุมทรัพยากรของท้องถิ่นจำนวนมาก

เพราะอย่างนั้นถ้าถามผมว่าการกระจายอำนาจคืออะไร มันก็ไม่ได้หมายถึงแค่การกระจายอำนาจทางการเมืองหรือการปกครอง แต่หมายถึงการกระจายอำนาจเศรษฐกิจ รวมทั้งการกระจายอำนาจในการควบคุมทรัพยากรของท้องถิ่นด้วย

เห็นด้วยไหมว่าทุกปัญหาในประเทศ ต้องการการกระจายอำนาจ

ถ้าเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ผมคิดว่าต้องกระจายอำนาจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากร ผมคิดว่าควรต้องกระจายอำนาจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตำรวจก็ต้องกระจายอำนาจ แม้กระทั่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ในมิติของการจัดสรรทรัพยากรก็ควรต้องกระจายอำนาจ ในมิติของเรื่องเหล่านี้การกระจายอำนาจเป็นเรื่องจำเป็น หรือแม้แต่เรื่องของทหารในบางด้าน ผมคิดว่าก็ควรกระจายอำนาจด้วยเหมือนกัน

เรื่องอะไร หรือปัญหาใดในประเทศที่เป็นตัวอย่างภาพสะท้อนของการไม่การกระจายอำนาจ

อย่างกรณี สมัชชาคนจนหรือพีมูฟ (ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) ที่มาหน้าทำเนียบ ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน พีมูฟบางกลุ่มที่มาเป็นเรื่องบางกลอย ซึ่งที่จริงเป็นปัญหาระดับพื้นที่ เป็นปัญหาเรื่องอุทยานไล่ที่ชาวบ้าน หรือเรื่องชาวบ้านหลีเป๊ะที่ถูกโรงแรมก่อสร้างปิดล้อมทางเข้าออกหมู่บ้าน เรื่องอย่างนี้เป็นปัญหาระดับท้องที่มาก จนไม่ควรจะกลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านต้องมาเรียกร้องที่ส่วนกลางเลย

ผมว่าทุกครั้งที่เราเห็นการประท้วงของชาวบ้านในต่างจังหวัดที่เดินทางมากรุงเทพฯ พูดได้ว่าเกือบร้อยละ 90 เป็นเรื่องที่จริงๆ ไม่ต้องมาที่กรุงเทพฯ

เพราะว่าเวลาชาวบ้านมาประท้วงที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่ดิน เรื่องการถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไล่ออกจากพื้นที่อุทยาน เรื่องของการถูกตำรวจหรือทหารไล่ออกจากพื้นที่ที่ตนเองเคยอยู่อาศัย เกือบจะทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความขัดแย้งที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่นมีต่อประชาชน แต่ว่าชาวบ้านต้องมาที่กรุงเทพฯ

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาของการไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งมีกฎหมายของรัฐทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึง เช่น ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนกันมาหลายชั่วคน แต่ว่าอยู่ดีๆ มีการออกกฎหมายจนพื้นที่บ้านเขากลายเป็นป่าสงวนไป ดังนั้นกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านเป็นคนผิดกฎหมาย และกฎหมายยังทำให้การเข้าถึงทรัพยากรป่าไม้ หรือทรัพยากรอื่นๆ ในชุมชนของชาวบ้าน ไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่น

เมื่อกฎหมายจากส่วนกลางนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่น ชาวบ้านก็เลยต้องเข้ามาประท้วงที่ส่วนกลาง ทั้งที่จริงแล้วถ้าประเทศเราไม่ใช่สังคมที่รวมศูนย์อำนาจ ปัญหาแบบนี้ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องมา อย่างชาวบ้านหลีเป๊ะต้องขึ้นมาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาแก้ปัญหาเรื่องโรงแรมปิดทางเข้าออกหมู่บ้าน มันเป็นเรื่องที่ทุเรศที่สุดแล้ว เป็นเรื่องที่ควรจบได้ในระดับอำเภอหรือระดับจังหวัดด้วยซ้ำ

สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ปัญหาของชาวบ้านเกือบทั้งหมดไม่จำเป็นต้องมาประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลเลย แต่ว่าในสังคมที่มีการรวมศูนย์อำนาจ ชาวบ้านถูกบีบโดยปริยายว่าถ้าคุณอยากเห็นการแก้ปัญหา คุณต้องมาที่กรุงเทพฯ

การเรียกร้องของชาวบ้านในประเด็นทรัพยากรมีมาตลอดแทบทุกรัฐบาล ทำไมความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่เคยหมดไป ทำไมปัญหานี้ถึงยังอยู่

ผมคิดว่าปัญหานี้อยู่นานเพราะอำนาจรัฐไม่ได้อยู่ในมือชาวบ้าน และเหตุผลที่อำนาจรัฐไม่ได้อยู่ในมือชาวบ้านทั้งที่ชาวบ้านคือคนส่วนใหญ่ เพราะอำนาจที่ส่วนกลางนั้นถูกจัดสรรผ่านการเจรจาต่อรองระหว่างชนชั้นนำ เช่น ระหว่างทหาร นักการเมือง กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้อำนาจรัฐที่อยู่ที่ส่วนกลางไม่มีความสำนึกว่าตนเองจะต้องแก้ไขปัญหาของชาวบ้านระดับท้องถิ่น เพราะว่าปัญหาของชาวบ้านระดับท้องถิ่น หนึ่งคือเมื่อเทียบกับคนเหล่านี้ชาวบ้านเป็นคนที่เล็กมาก สองคือปัญหาของชาวบ้านหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำที่กรุงเทพฯ หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ หรือข้าราชการ เขาไม่เข้าใจ ยิ่งอำนาจรัฐรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมากเท่าไร โอกาสที่คนเหล่านี้จะใช้ความไม่รู้ที่ตนเองมีต่อท้องถิ่นในการออกนโยบายผิดๆ ก็จะต่อเนื่องมากขึ้นเท่านั้น

บางคนกล่าวว่าถ้ามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กรณีอย่างกำนันนก จะเพิ่มมากขึ้น อาจารย์มีความเห็นอย่างไร

ไม่คิดอย่างนั้น เพราะว่าผู้มีอิทธิพลจะเติบโตมากในช่วงที่สังคมเป็นสังคมปิดแทบทั้งนั้น ผู้มีอิทธิพลในแต่ละท้องที่ส่วนใหญ่จะเติบโตมาจากธุรกิจนอกกฎหมาย ผมคิดว่าไม่ได้เกี่ยวกับการมีการกระจายอำนาจ

ผมคิดว่ายิ่งกระจายอำนาจยิ่งทำให้อำนาจระดับท้องถิ่นสามารถขยับได้ ทำให้มีพลวัต

การเมืองที่เราเรียกว่าการเมืองแบบบ้านใหญ่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่การเมืองท้องถิ่นแทบไม่มีพลวัต นั่นก็คือไม่มีคนกล้าแข่งกับบ้านใหญ่ หนึ่งคือกลัวบ้านใหญ่ สองคือกลัวถูกฆ่า

ฉะนั้น พอเป็นการเมืองที่ไม่มีการกระจายอำนาจ ก็ยิ่งทำให้คนที่ไม่กล้าแข่งกับบ้านใหญ่อยู่แล้วยิ่งไม่มีช่องทางจะแข่ง แต่ถ้ามีการกระจายอำนาจเราจะเห็นคนหน้าใหม่ๆ เขาอาจไม่ได้คิดจะแข่งกับบ้านใหญ่ก็ได้ แต่เมื่ออำนาจมันเปิดและทุกคนสามารถแข่งได้ เขาก็มาแข่งด้วย มันทำให้อำนาจบ้านใหญ่ถูกท้าทาย แน่นอนว่าบางคนอาจบอกว่าถ้ามีการเลือกตั้ง บ้านใหญ่จะแข็งแกร่งขึ้น แต่ว่าถ้าไม่มีการเลือกตั้ง บ้านใหญ่ก็ไม่ได้อ่อนแอลง

ยิ่งไม่มีการเลือกตั้งบ้านใหญ่ก็จะยิ่งสามารถสร้างเครือข่ายได้มากขึ้น ดังนั้น ยิ่งกระจายอำนาจจะยิ่งทำให้บ้านใหญ่อ่อนแอลง

ถ้าดูจากการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมาจะเห็นตัวอย่างค่อนข้างชัดเจนว่าพื้นที่ที่มีบ้านใหญ่ บ้านใหญ่แพ้พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นคนใหม่เกือบทั้งหมด เมื่อกระจายอำนาจการแข่งขันในการเข้าสู่อำนาจก็จะเกิด เมื่อการแข่งขันในการเข้าสู่อำนาจเกิด บ้านใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาที่สุด เพราะบ้านใหญ่ชินกับการไม่มีการแข่งขัน ชินกับการเมืองท้องถิ่นที่เป็นระบบปิด

ตอนนี้เรากำลังล่ารายชื่อ ร่างเลือกตั้งผู้ว่าทั่วประเทศ สาระหลักคือ ให้เหลือผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดตำแหน่งเดียวจากการเลือกตั้ง อาจารย์มีความเห็นอย่างไร

เห็นด้วย ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เห็นด้วย เพราะว่าถ้ากรุงเทพฯ สามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้ โดยหลักการจังหวัดอื่นก็เลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้ ผมว่าสิ่งที่ประหลาดที่สุดในกระบวนการรณรงค์เพื่อจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ สิ่งที่มักจะได้ยินคือคำอธิบายว่าทำไมไม่ควรจะมี เช่น

บอกว่าไม่มีความพร้อม ชาวบ้านไม่มีการศึกษา หรือกระจายอำนาจไปแล้วจะเกิดปัญหาต่างๆ ผู้มีอิทธิพลจะเข้ามา ผมว่าไล่ไปดูจังหวัดต่างๆ ที่มีความพร้อมนั้นมีเยอะไปหมด เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี จังหวัดพวกนี้มีความพร้อมทั้งนั้น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ก็สามารถเลือกได้ จังหวัดที่มีความพร้อมเยอะมาก

คนที่บอกว่าไม่ควรจะมีการเลือกตั้งฯ ผู้ว่า ผมไม่สามารถหาเหตุผลดีๆ ที่ฟังแล้วมีน้ำหนักได้เลยว่าทำไมเราจะไม่ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ถ้าประชาชนเลือก ส.ส. ได้ แล้วทำไมเลือกผู้ว่าฯ ไม่ได้ ถ้าสามารถรณรงค์ได้อย่างเสมอภาค ผมเชื่อว่าคนจะยิ่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้มากขึ้น และมีโอกาสสำเร็จสูงด้วย

สิ่งที่ประชาชนจะได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด หากมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ

ทุกจังหวัดจะมีชัชชาติเป็นของตนเอง จะมีผู้ว่าฯ ที่อย่างน้อย เมื่อเห็นประชาชนเดือดร้อนเขามาทันที ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ที่เมื่อชาวบ้านเดือดร้อน ชาวบ้านต้องไปหาผู้ว่าฯ แล้วก็ไปนั่งรอผู้ว่าฯ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะจบด้วยการพบภารโรงหรือเลขาผู้ว่าฯ ผมคิดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ จะเกิดขึ้นที่บ้านของทุกคน อาจไม่ใช่คนแบบชัชชาติ แต่โดยระบบจะทำให้เกิดคนแบบนี้คือเมื่อเกิดปัญหาผู้ว่าฯ ตอบสนองต่อปัญหาของชาวบ้านทันที รวมทั้งมีการพยายามแก้ไขปัญหาเชิงรุก ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ขณะที่ทุกวันนี้ไม่ใช่

ท้องถิ่นไม่พร้อม คุณภาพคนไม่พร้อม อาจารย์ไม่เชื่อ?

อย่างที่กล่าวไปแล้ว พร้อมไม่พร้อมขึ้นอยู่กับวัดโดยใคร และใช้นิยามอะไร เช่น คนที่บอกว่าท้องถิ่นไม่พร้อม ถามว่าเป็นคนท้องถิ่นไหม ส่วนใหญ่เป็นมหาดไทย ดังนั้น คนที่พูดว่าท้องถิ่นไม่พร้อมคือมหาดไทย ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่ามหาดไทยพูดแบบนี้ เพราะเขารู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ อำนาจมหาดไทยลดลงทันที

เวลานี้อำนาจมหาดไทยเป็นอำนาจของมหาดไทยจริงๆ กับอำนาจในการบริหารราชการท้องถิ่นที่มหาดไทยกลายเป็นเหมือนผู้ว่าฯ เหมือนเป็นคนควบคุมปศุสัตว์จังหวัด ควบคุมเกษตรจังหวัดไปด้วย ฉะนั้น เป็นปัญหาที่คนของมหาดไทยไปใช้อำนาจเหนือองค์กรท้องถิ่นอื่นๆ

ปัจจุบันกระแสการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เรียกได้ว่าหมดลงแล้ว อาจารย์คิดว่าเราจะรณรงค์เรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง

วิธีที่ง่ายที่สุด ผมคิดว่าคือการพูดถึงปัญหาความไม่เจริญของท้องถิ่น เพราะภายใต้ระบบที่รวมศูนย์อำนาจ ผู้ว่าฯ เป็นคนคุมทุกอย่าง และผู้ว่าฯ เป็นเหมือนหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ในความเป็นจริงจะเห็นว่าความเจริญในหลายจังหวัดนั้นช้ามาก เช่น ที่ค่อนข้างชัดเจนคือจังหวัดลำปาง หรือสุโขทัย เป็นจังหวัดที่ถ้าไม่ได้ไป 40 ปี ไปอีกครั้งก็ไม่หลงทาง กรณีของจังหวัดเหล่านี้คือตัวอย่างว่า

เมื่อคุณไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ คุณจะเห็นจังหวัดที่ 40 ปีผ่านไปยังเหมือนเดิม ไม่มีถนนใหม่ๆ เกิดขึ้น ไม่มีโรงพยาบาลใหม่ๆ เกิดขึ้น ไม่มีการลงทุนของภาคเอกชนใหญ่ๆ เกิดขึ้นในจังหวัด

ตั้งแต่คุณทักษิณกลับมา ดูเหมือนความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกัน มีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป อาจารย์มองอย่างนั้นไหม

การกลับมาของคุณทักษิณเป็นอวสานของการต่อสู้ ซึ่งบางคนอาจเรียกว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอํามาตย์กับฝ่ายประชาธิปไตย บางคนอาจเรียกว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเพื่อไทย การกลับมาของคุณทักษิณเป็นการกลับมาแบบที่คู่ขัดแย้งที่เคยขัดแย้งกันจากปี 2549 ถึงปี 2566 ปรองดองกันหมดแล้ว

คุณทักษิณได้กลับมาโดยที่คุณประยุทธ์เป็นคนทำเรื่องเอกสารสำคัญต่างๆ ที่ลงนามโดยคุณประยุทธ์ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คุณทักษิณได้กลับไทย เมื่อคุณประยุทธ์ที่เป็นเหมือนหัวหอกของกระบวนการต่อต้านคุณทักษิณ กลายเป็นคนที่เซ็นรับรองให้คุณทักษิณกลับไทย แปลว่าความขัดแย้งที่เคยเห็นหลังปี 2549 ประเภทเสื้อเหลืองเสื้อแดง หรือฝ่ายทักษิณกับฝ่ายเพื่อไทย วันนี้ปิดฉากแล้ว

แต่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งเฟสใหม่ นั่นก็คือความขัดแย้งแบบที่ทุกกลุ่มสามัคคีกันตีเสื้อส้ม ผมคิดว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยุคนี้

การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วของเพื่อไทยเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญว่าการเกิดพันธมิตรใหม่ทางการเมืองได้เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงก่อนคุณทักษิณกลับไทย ทหารกับพรรคการเมืองเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน แต่เมื่อคุณทักษิณกลับไทย ทหารกับพรรคการเมืองดูมีความเป็นพวกเดียวกันมากขึ้น

ประชาชนจะหมดหวังไหม เมื่อการเลือกตั้งทั้งในปี 2562 และ 2566 สถานการณ์หลายอย่างไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง

ผมว่าคนเซ็ง แต่พอถึงเวลามีเลือกตั้งใหม่คนจะไปเลือกเหมือนเดิม มันเซ็งแน่นอนเพราะผลการเลือกตั้งเห็นอยู่แล้วใครควรจะเป็นรัฐบาล แต่กลับไม่ได้เป็น แต่ผมคิดว่าความเซ็งไม่ได้เท่ากับความหมดหวัง ตอนนี้คนเซ็งเพราะรู้สึกว่าเลือกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มี ส.ว. ฉะนั้น คนจะยิ่งมั่นใจว่ากูเปลี่ยนได้ แล้วคนจะยิ่งไปเลือกมากขึ้น เมื่อไหร่ที่มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คนจะไปเลือกกันอย่างหนักหน่วง

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา คำว่ากติกาที่บิดเบี้ยวถูกพูดถึงบ่อยครั้ง อาจารย์คิดว่าภายใน 4 ปี เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่

ผมคิดว่าอาจไม่ได้ เพราะท่าทีของพรรคเพื่อไทยเป็นปัจจัยที่น่ากังวลที่สุด การจับมือระหว่างพรรคเพื่อไทยกับชนชั้นนำเดิม ทำให้ชนชั้นนำมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ในอดีตเราอาจพูดว่าชนชั้นนำมีผู้สนับสนุนคือพรรคการเมืองที่ประชาชนไม่ยอมรับ แต่ตอนนี้ชนชั้นนำหรือฝ่ายอํามาตย์ได้พันธมิตรใหม่คือเพื่อไทย ซึ่งเมื่อได้เพื่อไทย เขาก็จะได้มวลชนที่เลือกเพื่อไทยไปจำนวนหนึ่งด้วย มันไม่มีทางถึง 10 ล้านอยู่แล้ว แต่อาจได้คนเลือกเพื่อไทยไปหนุนสัก 5 ล้านคน

มันก็จะเป็นครั้งแรกที่กลุ่มชนชั้นนำมีมวลชนเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน เดิมเขาก็มีมวลชนที่สนับสนุนอยู่แล้วผ่านการเลือกภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ แต่คราวนี้สมมติว่าเขาได้คนที่เลือกเพื่อไทยไปสนับสนุนอีก 5 ล้าน ก็จะยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าไม่ต้องทำอะไรอย่างที่ประชาชนต้องการก็ได้นี่หว่า คราวนี้กูมีเพื่อไทยเป็นพวกแล้ว

ยิ่งมีคนที่เลือกเพื่อไทยมาช่วยสนับสนุน เขาจะยิ่งมีความรู้สึกว่าไม่ต้องฟังประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ท่าทีของเพื่อไทยก็สะท้อนอยู่แล้วว่าเขาคงไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องเหนื่อยกันเยอะมาก เพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

เรื่องนี้ผมคิดว่าประชาชนสามารถกดดันได้ และกระแสการกดดันจะแรงด้วย ถ้าเห็นชัดเจนว่าเพื่อไทยเบี้ยวแน่ๆ เวลานี้คนที่เห็นว่าเพื่อไทยเบี้ยวนั้นมี นักวิชาการมองแบบนี้ จากคำพูดของคนในพรรคเพื่อไทยที่ไม่เข้มข้นเท่ากับช่วงก่อนการเลือกตั้ง แต่สำหรับประชาชนทั่วไปเรื่องนี้ยังไม่ชัด เพราะทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น แต่มันจะค่อยๆ ชัดเมื่อก้าวไกลมีการขยับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก้าวไกล เมื่อไหร่ก้าวไกลขยับ สังคมจะเปรียบเทียบโดยปริยายว่าสิ่งที่ก้าวไกลพูดกับที่เพื่อไทยพูดมีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

ตรงนั้นแหละที่จะเป็นประเด็น มันจะสร้างมวลชนขึ้นมา ว่าเรามีพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งซึ่งต้องมาเป็นฝ่ายค้าน และเขาต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ขณะที่เพื่อไทยไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง แต่ได้เป็นรัฐบาล ดันเบี้ยวการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ เมื่อไหร่ที่ก้าวไกลขยับแล้วตั้งฐานที่มั่นในการขยับได้สำเร็จ มันจะสร้างปัญหาให้กับเพื่อไทยมากในเรื่องนี้

มองอนาคตของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลอย่างไร

คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคซึ่งในแง่การเมืองก็จะมีความเป็นขวามากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจุบันซึ่งเพื่อไทยวางตัวเองว่าเป็นพรรคที่ไม่ได้อนุรักษนิยมจัด เช่น เพื่อไทยอาจพูดเรื่องทุนนิยมที่มีความเป็นมนุษย์ หรือเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ว่าหลังจากนี้ เพื่อไทยจะเคลื่อนไปทางอนุรักษนิยมมากขึ้น และเคลื่อนไปในทิศทางที่ปกป้องสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือสถาบันอื่นๆ อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น

ถ้าเฉดหนึ่งของประชาธิปไตยในไทยคือ Social Democracy ประชาธิปไตยที่เน้นความเท่าเทียมทางสังคม หรือที่บ้านเราชอบเรียกว่าซ้าย ซึ่งที่จริงแล้วทำให้คนเข้าใจผิดว่าหมายถึงมาร์กซิสต์ ส่วนอีกเฉดคือการรัฐประหาร เพื่อไทยในปัจจุบันก็เป็นกลุ่มที่อาจอยู่ตรงกลาง คือไม่ถึงขั้น Social Democracy ที่พูดเรื่องประชาธิปไตยและการสร้างสวัสดิการ แต่ก็ไม่ไปถึงขั้นการรัฐประหาร จะเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ตรงกลาง

นั่นก็คือเน้นประชาธิปไตยรัฐสภา กับเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม แต่หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าเพื่อไทยจะเคลื่อนไปทางขวามากขึ้น ในความหมายของการชูนโยบายที่มีลักษณะอนุรักษนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่แตะโครงสร้างทางการเมือง เพื่อไทยในอดีตไม่แตะปัญหาโครงสร้างทางการเมือง เช่น บทบาททหาร บทบาทตำรวจก็จริง แต่ในรอบนี้จะไม่ใช่ไม่แตะ มันจะเป็นการปฏิเสธคนที่แตะด้วย

ส่วนก้าวไกล ผมคิดว่าจะต้องเจอกับความเสี่ยงทางการเมือง จากการที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมีเพื่อไทยเป็นพันธมิตร ซึ่งหมายถึงว่าฝ่ายอนุรักษนิยมจะได้สกิลในการบริหารเศรษฐกิจไป ฉะนั้น โอกาสที่เขาจะปรับปรุงการทำงานของฝั่งเขาเอง โดยมีเพื่อไทยเป็นคนเข้าไปร่วมพัฒนาก็จะมีมากขึ้น คุณอาจจะเห็นฝ่ายอนุรักษนิยมที่บริหารเศรษฐกิจเก่งขึ้น แตกต่างจากยุคพลเอกประยุทธ์ เพราะเขาได้เพื่อไทยไป นอกจากนั้น

คุณอาจเห็นฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีมวลชนเป็นของตนเอง เช่น คนเสื้อแดงที่ยังเชียร์เพื่อไทยอยู่ ก็จะกลายเป็นมวลชนที่ปกป้องฝ่ายอนุรักษนิยมไปด้วย เพราะอย่างนั้น ก้าวไกลจะเผชิญความเสี่ยงในเรื่องนี้ คือความเสี่ยงของการถูกรุม

ศัตรูที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตยตอนนี้คืออะไร

ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือชนชั้นนำที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย ซึ่งมีความสามารถในการปรับตัว และประสบความสำเร็จในการดึงเพื่อไทยไปเป็นแนวร่วม ซึ่งจะทำให้เขาสามารถปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ และได้อย่างมียุทธศาสตร์

อาจารย์มีความเห็นอย่างไร กับการที่ปัจจุบันยังมีผู้ถูกคุมขังที่ไม่ได้รับการประกันตัว จากข้อหาการแสดงออกทางการเมืองในช่วงรัฐบาลที่แล้ว

สิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนว่าอำนาจการปกครองประเทศหลังปี 2566 อาจเปลี่ยนมือจากพลเอกประยุทธ์เป็นฝ่ายเพื่อไทย แต่ว่าอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงในประเทศไม่ได้มีการขยับตามอำนาจรัฐบาลไปด้วย การมีรัฐบาลกับการมีอำนาจที่แท้จริงในประเทศนี้เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อเป็นคนละเรื่องกัน สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคพลเอกประยุทธ์หลายเรื่องก็ยังคงเกิดขึ้นต่อไปในปัจจุบัน

กรณี 112 โดยหลักการแล้วจะต้องไม่เกิดเลยในยุคที่เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อไทยอาจไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 100% แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไทยมีความแตกต่างจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อย่างมีนัยยสำคัญ คือเป็นพรรคที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ยังมีคนถูกดำเนินคดี 112 หรือนักโทษการเมืองในยุคที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาล มันก็เป็นภาพสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงด้านอำนาจการเมืองของประเทศเรา จำกัดอยู่แค่การเปลี่ยนแปลงตัวคนเป็นนายกฯ แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของอำนาจรัฐจริงๆ

อำนาจรัฐที่มีธรรมชาติของการควบคุมคนเห็นต่าง หรือยัดคดีคนเห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 112 ได้รับการจรรโลงต่อไป โดยมีรัฐบาลเพื่อไทยเป็นคนที่ทำหน้าที่บริหารราชการแทนพลเอกประยุทธ์

อาจารย์มองว่าการใช้ ม.112 เป็นปัญหา?

เป็นแน่นอน เพราะว่ามีคนฟ้องกันมั่วได้ มีคนถูกยัดคดีได้ มีการตีความที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้ได้ หรือว่ามีการเอาคนไปขังโดยไม่ให้ประกันตัวในขณะสู้คดี หรือแม้กระทั่ง

อย่างกรณี อานนท์ นำภา ศาลตัดสินไปแล้วเขาก็ควรได้รับการประกันตัวไปสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า 112 เป็นปัญหาอย่างแน่นอน การที่ใครก็ฟ้องใครได้มันก็ผิดอยู่แล้ว ฉะนั้น ผมคิดว่าปัญหา 112 เป็นสิ่งที่บอกว่าอำนาจรัฐในประเทศนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลนี้โดยรวมก็เป็นแค่หน้ากากใบใหม่ หรือเสื้อผ้าชุดใหม่ ที่ห่อหุ้มอำนาจรัฐแบบเดิมต่อไป

กรณี 112 เห็นชัดว่าเป็นปัญหา และเห็นชัดด้วยว่าการที่เพื่อไทยบอกว่า 112 ไม่ใช่ปัญหา แปลว่าเพื่อไทยก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไปเรียบร้อยแล้ว

นอกจากเป็นนักวิชาการ อาจารย์ยังเป็นสื่อด้วย มีความเห็นอย่างไรกับคำว่าสื่อเลือกข้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติไหม

ผมว่าไม่ปกติ และเป็นเรื่องที่ต้องวิจารณ์ด้วย ในบ้านเราเรื่องนี้สับสน เพราะว่าแต่เดิมสื่อที่พูดเรื่องประชาธิปไตยจะถูกสื่อที่ต่อต้านประชาธิปไตยบอกว่าคุณเป็นสื่อเลือกข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2549 สื่อที่สนับสนุนรัฐประหารจะบอกว่าสื่อที่พูดเรื่องประชาธิปไตยเป็นสื่อเลือกข้าง และมันก็ทำให้สื่อที่พูดเรื่องประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหารบอกว่าจริงๆ สื่อต้องเลือกข้าง สื่อเลือกข้างได้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ สื่อต้องเป็นกลาง

คนทำสื่อมีอุดมคติเรื่องประชาธิปไตยได้ แต่สื่อในแง่ของการเป็นองค์กร สื่อจะต้องเป็นกลาง หลีกเลี่ยงการใช้สื่อของตัวเอง Manipulate ความเห็นของคน

ผมคิดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราบอกว่าสื่อเลือกข้างได้ เราจะเข้าสู่การเป็นสังคมที่สื่อคิดว่าการใช้ความเป็นสื่อเพื่อ Manipulate ความเห็นของคนให้เป็นแบบที่ตนเองต้องการเป็นเรื่องปกติ ซึ่งบทบาทของสื่อไม่ใช่แบบนั้น ไม่ว่าคุณจะมีอุดมการณ์แบบใดก็ตาม คุณต้องไม่ข้ามเส้นไปสู่จุดที่ใช้ความเป็นองค์กรสื่อ หรือว่าการทำหน้าที่สื่อเพื่อ Manipulate ความเห็นคนในสังคม

ประเด็นของผมอาจไม่ใช่เรื่องสื่อเลือกข้างหรือไม่เลือกข้าง แต่เป็นเรื่องการทำหน้าที่ขององค์กรสื่อว่าองค์กรสื่อจะใช้ความเป็นสื่อ Manipulate หรือว่าจัดตั้งความคิดของคนในสังคมไม่ได้ เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มทำแบบนั้น สื่อก็จะเข้าไปสู่การเป็นเหมือนกับกลุ่มรณรงค์ทางการเมือง

Manipulate คือการกล่อมเกลาอย่างช้าๆ จนเราคิดว่าเออ-มันจริง เออ-เขาพูดถูกนะ เช่น หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ พอก้าวไกลชนะเลือกตั้งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล เราจะเห็นบทบาทของสื่อซึ่งก่อนหน้านี้เคยพูดว่ารัฐบาลต้องมาจากพรรคที่ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่ง กลับสร้างวาทกรรมว่าจริงๆ พรรคที่ชนะอันดับหนึ่งไม่ต้องเป็นรัฐบาลก็ได้ แต่ต้องเป็นพรรคที่รวมเสียงให้ได้ก่อน

อันนี้คือการ Manipulate ซึ่งถ้าฟังอย่างมีวิจารณญาณจะพบว่าในปี 2562 พลเอกประยุทธ์คือคนที่พูดแบบนี้

ผมคิดว่าหลังปี 2566 สิ่งที่อันตรายคือเราเห็นบทบาทของสื่อที่เป็นเหมือนกับการโฆษณาชวนเชื่อแบบอ่อนๆ เพื่อให้ความชอบธรรมกับการที่พรรคที่ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่งไม่ได้ตั้งรัฐบาล เช่น ก้าวไกลรวมเสียงกับคนอื่นไม่ได้ โดยที่ไม่พูดให้ครบว่าจริงๆ ที่ก้าวไกลรวมเสียงไม่ได้เพราะคุณมีการบล็อกก้าวไกลด้วยการให้อำนาจ ส.ว. คุณพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว แต่คุณไม่พูดอีกครึ่งว่าที่ก้าวไกลรวมเสียงไม่ได้เพราะ ส.ว. บอกว่ายังไงก็ไม่เลือกก้าวไกล สิ่งนี้คือการ Manipulate ของสื่อ

ทิศทางการเมืองต่อจากนี้เป็นอย่างไร

ผมว่าการเมืองต่อจากนี้ในภาพรวมคือการชักเย่อกัน ระหว่างคนที่ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงกับคนที่ไม่ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีสูตรใหม่ในการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง นั่นคือมีการจัดทัพของฝ่ายอนุรักษนิยมเก่า ซึ่งรอบนี้จะมีตัวแปลใหม่คือฝ่ายคุณทักษิณและฝ่ายพรรคเพื่อไทยไปเป็นส่วนหนึ่งของพลังการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงในสังคม

จิ๊กซอว์สำคัญคือบทบาทของพรรคเพื่อไทยที่จะทำให้การต่อสู้ของฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงกับฝ่ายที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงนั้นจะจบแบบไหน การชักเย่อจะเกิดขึ้นแทบทุกปริมณฑล เช่น ถ้าคุณพูดเรื่องกองทัพ คุณก็จะเจอเพื่อไทยชักเย่อการปฏิรูปกองทัพ บอกว่าไม่เอา มันเป็นเรื่องรุนแรงเกินไป

พอคุณพูดถึงเรื่องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คุณก็จะเจอเพื่อไทยชักเย่อ บอกว่าเราไม่ทำใหม่ทั้งฉบับ ถ้าคุณพูดเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พูดเรื่องทุนผูกขาด คุณก็จะเจอเพื่อไทยชักเย่อ บอกว่าผูกขาดไม่ใช่ปัญหา ถ้าสร้างเศรษฐกิจที่คนมีตังค์มากขึ้น คนจนก็จะค่อยๆ เป็นคนชั้นกลาง และการผูกขาดก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป คนทุกคนจะสามารถสู้กับทุนผูกขาดได้

ทุกอย่างจะถูกเพื่อไทยชักเย่อไปแบบนี้หมด การจัดทัพใหม่ของฝ่ายที่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง โดยมีเพื่อไทยเป็นพันธมิตรใหม่คือสิ่งที่เราจะเจอ

.

ขอคนละ ‘1 ชื่อ’ ให้เกิน ‘5 หมื่น’ ตามกฎหมายกำหนด ชวนผู้มี ‘สิทธิ์เลือกตั้ง’ ลงชื่อในร่างเลือกตั้งผู้ว่าทั่วประเทศ ที่ https://thevotersthai.com/support-us-signature/ เมื่อกดลิงค์เข้าไป กรุณากรอกให้ครบทั้ง 5 อย่าง ชื่อ-นามสกุล / เลขประจำตัวประชาชน / อีเมล / ติ๊กข้าพเจ้าขอรับรองความสมัครใจ / เซ็นชื่อ / เเละกดส่งชื่อ / ด้านล่างจะมีสรุปสาระสำคัญของร่าง และลิงค์ร่างฉบับเต็ม

Author

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *