เผด็จการความคู่ควร

หนังสือเล่มนี้พยายามเล่าให้เข้าใจภาพว่าความแตกแยก ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นเหตุที่มาจากความเหลื่อมล้ำ มันมีเหตุส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดเรื่อง ความคู่ควร ทั้งหมดเล่าถึงที่อเมริกา การเมืองที่นั่น และมีโควตต่างๆ ของประธานาธิบดีท่านต่างๆ มาประกอบกับบทตอนที่เล่าไป (แต่จริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกเช่นกัน กับการเปลี่ยนแปลงในราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาและเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์)

“คนทุกคนจะไปได้ไกลเท่าที่พรสวรรค์และการทำงานหนักของพวกเขาจะพาไป ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากจุดเริ่มต้นใดก็ตาม” เป็นประโยคความฝันแบบอเมริกันที่ก็ชวนให้รู้สึกว่าได้แรงบันดาลใจดี… แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นประโยคที่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่กลายมาสู่ความแตกแยกในตอนนี้

ประโยคนี้มันบอกถึงการรับผิดชอบตนเอง เหมือนเราเป็นผู้กุมชะตา และแทบไม่มีเรื่องส่วนรวมอยู่ในประโยคนี้ ทุกคนก็พยายามทำ แต่มันมีระบบคัดกรองผู้ชนะและผู้แพ้อยู่เสมอ คนชนะก็รู้สึกว่าตัวเองคู่ควรกับการได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ ขณะที่ผู้แพ้จำต้องยอมรับว่าตัวเองคู่ควรกับความพ่ายแพ้นั้นด้วยหรือ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าการตัดสินชนะแพ้ที่เกิดขึ้น มันมาด้วยต้นทุนไม่เท่ากันขนาดไหน

จะไม่มีผู้ชนะคนไหนหรอกบอกว่าตนเองไม่ได้ทำงานหนัก แม้จริงๆ ผู้แพ้ก็อาจจะทำงานมาหนักเหมือนกัน ใครทำมาหนักกว่าใครอาจเป็นสิ่งที่บอกได้ยาก และถ้าพูดถึงพรสวรรค์แล้ว ถ้าใครไม่มีหรือมีน้อย โอกาสจะชนะถึงทุ่มเทสักเท่าไรก็อาจจะยากเต็มที… ซึ่งพรสวรรค์ว่าไปแล้วมันอาจไม่ต่างอะไรกับล็อตเตอรีของชีวิตนั่นเอง

ผู้ชนะได้ลาภยศสรรเสริญ เงินทอง ความรู้สึกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะตนเองทำมา ง่ายมากที่จะรู้สึกอย่างนั้น ยิ่งถ้าร่ำรวยได้เพราะสำเร็จในสิ่งที่ตลาดต้องการก็อาจรู้สึกถึงการสร้างคุณค่ายิ่งใหญ่ ซึ่งจริงๆ ผลตอบแทนเป็นคนละเรื่องกับคุณค่าและคุณูปการต่อสังคมและส่วนรวม แต่ก็เป็นสิ่งที่คิดแยกส่วนกันได้ยาก กระทั่งคนอื่นๆ ก็มองแยกส่วนกันได้ยาก

ผู้แพ้ เสมือนตนเองคู่ควรแล้วที่อยู่จุดนี้ หากมีเม็ดเงินที่เติบโตในเศรษฐกิจ มันก็ไม่เคยกระจายมาสู่พวกเขา นั่นไม่เพียงกระทบต่อความเป็นอยู่และปากท้อง แต่ยังรวมถึงศักดิ์ศรีด้วย มันเหมือนกับการถูกโลกบอกเขาว่าเขาทำในสิ่งที่ไม่มีคุณค่า ไม่สำคัญ

ที่สำคัญคือประโยคความฝันแบบอเมริกันไม่ได้ช่วยแก้ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น มันเพียงแต่ให้สัญญาถึงโอกาสในการเลื่อนชั้นเปลี่ยนฐานะเท่านั้น แต่ไม่แตะต้องเรื่องคนชนะได้ทุกสิ่ง แต่ผู้แพ้ไม่ได้อะไร และยังมีผู้แพ้จำนวนมากกว่าผู้ชนะมากนักด้วย

แล้วมันก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกชัดเจน มีความเหยียดคนแพ้ของผู้ชนะ มีความแค้นเคืองคนชนะของผู้แพ้ปนอยู่ในนั้น สั่งสมนานมาจนหนักหนาเหมือนเช่นที่เป็นอยู่นี้

ทั้งที่จริงการชนะหรือแพ้ไม่ได้อยู่ที่ตนเองคนเดียวเลย แต่มีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้อง และมากๆ น้อยๆ มันมีเรื่องของโชคเข้ามาเกี่ยวด้วย ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

แต่ในโลกที่แนวคิดเรื่องความคู่ควรครอบคลุมอยู่ในทุกเรื่องราวนั้น มันก็เป็นความท้าทายอย่างมากที่จะพยายามคิดอย่างผ่อนปรนกับตนเองว่าทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ตัวเราทำ ถ้าชนะก็ถ่อมตัวสักหน่อย ใจดีกับคนอื่นบ้าง

ถ้าแพ้ก็อย่าโทษตนเองจนเกินไป และคงจะดีกว่านี้ถ้าโลกมีรางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้บ้าง ให้ผู้แพ้มีที่ยืนและมีศักดิ์ศรีด้วยเช่นกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *