จอมเทียน จันสมรัก: เฟมินิสม์เท่ากับสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนเท่ากับประชาธิปไตย ประชาธิปไตยเท่ากับเฟมินิสม์

หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้ใช้คำว่า เฟมินิสม์ (Feminism) หมายถึง คตินิยมสิทธิสตรี และใช้คำว่า เฟมินิสต์ (Feminist) หมายถึง นักสตรีนิยม

“เป็นเฟมินิสต์” ผู้หญิงที่นั่งอยู่เบื้องหน้ากล่าวแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มเรื่อ ผสานกับครึ้มเขียวและลมอ่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นความสบายใจอยู่ในบรรยากาศโดยรอบ ความกังวลก่อนหน้าเกี่ยวกับการพูดคุยเรื่องละเอียดอ่อนอย่างประเด็นทางเพศค่อยคลายผ่อน แม้หลายช่วงตอนของบทสนทนาจะเป็นเนื้อหาหนักๆ อย่าง การคุกคามทางเพศ ความรุนแรงทางเพศ สิทธิแรงงานข้ามชาติหญิง ข้อกฎหมายหรือการกระจายอำนาจเพื่อสิทธิสตรี กระนั้น ในฐานะผู้สัมภาษณ์ นี่คือการได้ยินได้ฟังประเด็นทางเพศและสิทธิสตรีที่มีความเข้าใจมนุษย์และสังคมไทยที่สุดครั้งหนึ่ง

“เราเรียกร้องในประเด็นทั้งหมดนี้ก็เพราะหวังให้สังคมเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงทางเพศและการคุกคามทางเพศเป็นประเด็นของทุกคน”

จอมเทียน จันสมรัก นักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders) สนใจและเชี่ยวชาญเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิทางเพศ สิทธิแรงงาน ซึ่งประเด็นสิทธิทางเพศที่เชี่ยวชาญที่สุดคือการทำ Case Management กรณีความรุนแรงด้วยเหตุทางเพศ รวมถึงประเด็นสิทธิแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะชาวเมียนมากับกัมพูชาในอุตสาหกรรมอาหารทะเล

ปัจจุบันงานที่จอมเทียนทำมีอยู่ 3 ขาหลัก ขาที่ 1 คืองานประจำใน NGO แห่งหนึ่ง เกี่ยวกับสิทธิแรงงาน เรื่องการให้แรงงานข้ามชาติในไทยสามารถรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องสิทธิได้ โดยเน้นว่าแรงงานข้ามชาติหญิงต้องมีบทบาทในการรวมกลุ่มและการส่งเสียงในกลุ่มนั้นด้วย

ขาที่ 2 เธอเป็น Case Management Advisor อยู่ที่ SHero Thailand ให้คำแนะนำและให้ความรู้กับเคสความรุนแรงด้วยเหตุทางเพศ ความรุนแรงทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัว ทั้งเคสคนไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนั้นจอมเทียนยังมีโปรเจกต์ส่วนตัวร่วมอยู่ด้วยคือการรวมกลุ่ม Survivor เพื่อให้เป็นคอมมูนิตี้ที่สามารถซัปพอร์ตกันและกันได้ในระยะยาว ตอนนี้มีสมาชิกประมาณ 150 คน ซึ่งมีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และ LGBTQ

สุดท้าย ขาที่ 3 จอมเทียนเป็น Deputy Head อยู่ในกลุ่ม TUSAA (Thailand-United State Alumni Association) สมาคมศิษย์เก่านักเรียนแลกเปลี่ยนไทย-สหรัฐฯ ในฝ่าย Sustainability Diversity and Inclusion หน้าที่หลักคือ การคิดว่าจะทำอย่างไรให้โอกาสของสถานทูตเข้าถึงคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยการคิดออกมาเป็นนโยบายให้กับสมาคม

และต่อจากนี้คือบทสนทนา ในเย็นวันที่แสงอาทิตย์ส้มอุ่นสาดจับเงาเคลื่อนไหวของผู้คนที่เดินผ่านไว้บนกำแพง ทุกคนไม่ว่าเพศใด

คุณมองเห็นสิ่งใดบ้าง ในเรื่องการส่งเสริมสิทธิสตรี การส่งเสริมอำนาจให้คนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้คนทุกเพศเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งในเชิงกฎหมายและบริบททางสังคม

จอมไม่แน่ใจว่าเคยเห็นคำว่าสิทธิสตรีอยู่ในกฎหมาย แต่ในนโยบายของรัฐจะมีบางส่วนที่มอบให้ประชากรกลุ่มเฉพาะ ซึ่งก็มีผู้หญิงอยู่ในนั้น มีการจัดสรรงบประมาณมาเพื่อประชากรกลุ่มเฉพาะ เพื่อผู้หญิง เพื่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็พอมีประเด็นเหล่านี้อยู่ ส่วนกฎหมายที่โฟกัสผู้หญิงโดยตรงมี เช่น กฎหมายการทำแท้ง หรือถ้ามองในส่วนกฎหมายเกี่ยวกับการข่มขืน ซึ่งส่วนมากผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายคือผู้หญิง ในกฎหมายนั้นมีการเปลี่ยนจากคำว่าหญิงใด เป็นคำว่าบุคคล เพื่อให้มีความเป็นกลางทางเพศ หรือการมีบ้านพักฉุกเฉินสำหรับแม่และเด็ก มีสวัสดิการบางอย่าง ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้เพียงพอต่อความต้องการ

ในบริบททางสังคม-ถ้าถามว่าผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายแล้วหรือยังในสังคมไทย ที่จริงในโลกนี้ยังไม่มีประเทศไหนเลยที่สามารถพูดออกมาได้ว่ามีความเท่าเทียมทางเพศอย่างแท้จริง ไม่มีเลย ดังนั้น ต้องยอมรับว่า

ประเทศไทยเองก็ไม่ได้มีความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่คำด่า ทุกประเทศก็เป็นและทุกประเทศก็พยายามทำงานเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น

พอพูดถึงความเท่าเทียม สิทธิของผู้หญิงมีเท่ากับผู้ชายไหม คนมักมองว่าผู้หญิงก็เข้าถึงการศึกษาได้เท่ากับผู้ชาย เรื่องการทำงานผู้หญิงก็มาทำงานได้ การไปโหวตผู้หญิงก็ทำได้ มันก็เท่าเทียมกันแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้ามองผิวเผินคนจะรู้สึกแบบนั้น แต่ในความจริงการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่พูดมาไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม การศึกษา สถานพยาบาล เครื่องนุ่มห่ม หรือการทำงาน การเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ที่บอกว่าผู้หญิงก็มีสิทธิ์เข้าถึงได้นั้น แต่ในความเป็นจริงมันมีข้อท้าทายหลายอย่าง ซึ่งอาจพูดยาก

ถ้าเรามองแค่ว่าการที่คนจนจะเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ดี เข้าถึงยาที่ดีได้ เป็นเรื่องยากใช่ไหม มันต้องใช้เงินหรือรัฐจะต้องเพิ่มลิสต์บัญชียาเข้าไปในสวัสดิการ 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนคนจนการจะเดินทางมาโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองก็เป็นเรื่องยาก รัฐทำอย่างไรได้บ้าง รัฐก็กระจายทรัพยากรออกไปในโรงพยาบาลเล็กๆ ทำให้โรงพยาบาลเล็กๆ นั้นดีขึ้น เพื่อให้คนจนสามารถเดินทางไปได้

แต่พอถึงตรงนี้ ถ้าเรามองในมุมผู้หญิงร่วมเข้าไปในเรื่องชนชั้น เราจะเห็นว่าการที่ผู้หญิงหนึ่งคนจะเดินทางมาโรงพยาบาลที่ไม่ไกลจากบ้าน ลูกเขาใครจะดู ถ้าเขามีลูกการออกจากบ้านเพื่อมาโรงพยาบาลหมายความว่าต้องมีคนดูลูก หรือต้องอุ้มลูกมาโรงพยาบาลด้วย การมีลูกจะเป็นอุปสรรคให้ผู้หญิงหนึ่งคนไม่สามารถมาโรงพยาบาลได้ไหม คำตอบคือใช่ มันเกิดขึ้นได้ และมันเกิดขึ้นอยู่

การไปโรงเรียนของเด็กคนหนึ่ง เรื่องเงิน-รัฐจัดการให้เรียนฟรี เรื่องชุด-รัฐก็อาจจัดให้ แต่ผ้าอนามัย คนที่จนมากๆ การซื้อผ้าอนามัยบางทีก็ต้องมานั่งเทียบแล้วว่าจะเอาเงินไปซื้อผ้าอนามัยหรือซื้อข้าวเที่ยง เด็กที่เป็นประจำเดือนแล้วไม่กล้ามาโรงเรียน เด็กที่เป็นประจำเดือนแล้วชุดเลอะจนเป็นปัญหา เกิดขึ้นจริงไหม มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งผู้ชายไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ดังนั้น พอเป็นกลุ่มประชากรเฉพาะอย่างผู้หญิง LGBTQ จะมี Specific Needs หรือความต้องการเฉพาะที่รัฐอาจต้องเข้าไปช่วยเสริม เข้าไปให้สวัสดิการเพิ่มเติม เพื่อให้เขาเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดให้ได้

ผู้หญิงคนหนึ่งมีความเสี่ยงตกเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงด้วยเหตุทางเพศเยอะกว่า เขาเดินกลับบ้านตอนกลางคืน หรือตอนบ่ายเขาอาจถูกคนที่บ้านล่วงละเมิดทางเพศ ส่งผลต่อสภาพจิตใจทำให้มาเรียนไม่ไหว ตั้งครรภ์ก่อนวัย หรือเกิดปัญหาใดๆ ก็ตาม สิ่งเหล่านี้รัฐสามารถป้องกันหรือทำให้ความเสี่ยงลดน้อยลง ทำให้คนกลุ่มเปราะบางมีความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยในการออกจากบ้านมาทำงานมาเรียน รัฐทำได้หรือเปล่า

เพื่อให้สิทธิการศึกษาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม พอจะเห็นอะไรมากขึ้นไหม

ถ้าไปดูอัตราคนที่เข้าถึงสิทธิการศึกษาในไทย ผู้หญิงและผู้ชายเข้าถึงพอๆ กัน แต่พอจบแล้วทำงาน อัตราการจ้างงานผู้หญิงกับผู้ชายเท่ากันหรือเปล่า พอผู้หญิงแต่งงานแล้วอัตราการจ้างงานของผู้หญิงร่วงลงไปหรือเปล่า ทำไม

จากเมื่อครู่ที่บอกว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่ผู้หญิงมีสิทธิเท่ากับผู้ชาย คุณคิดว่าเพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น และการจะทำให้สิทธิของคนทุกเพศเท่ากันนั้นเป็นไปได้ไหม

เราไม่มีสิทธิ์พูดคำว่าเป็นไปไม่ได้ มันเหมือนกับเวลาคุยเรื่องการเมือง เราหวังว่าวันหนึ่งเราจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง มันต้องเป็นไปได้ในการที่จะทำให้คนเท่ากัน ในเมื่อเราทำงานด้าน Gender เราก็หวังจริงๆ ว่าจะต้องเป็นไปได้ในสักวัน แต่ที่ยังเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ ส่วนตัวมองว่าบทบาททางเพศ ความเชื่อเรื่องเพศ และวัฒนธรรมอำนาจนิยม ปิตาธิปไตย โครงสร้างที่ทำให้คนไม่เท่ากัน ลำดับชนชั้น สิ่งเหล่านี้อยู่ในประวัติศาสตร์มนุษย์มานานมาก ซึ่งมันกำลังค่อยๆ ถูกรื้อถอนอยู่ แม้ยังไม่เกิดขึ้นแต่ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อเทียบกับว่าผู้หญิงได้โหวตครั้งแรกเมื่อไหร่

ประเทศไทยมีประชาธิปไตยไม่ถึง 100 ปี ถือเป็นเวลาที่สั้นในประวัติศาสตร์มนุษย์ นับจากวันแรกที่ผู้หญิงมีสิทธิ์โหวตจนถึงวันนี้ นับจากวันที่ผู้หญิงในประเทศไทยยังถือเป็นทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ที่ซื้อขายได้ ตั้งแต่วันที่อําแดงเหมือนถวายฎีกาว่าพ่อไม่มีสิทธิ์ขายเธอ จนมาถึงวันนี้ จอมว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ แค่อาจไม่ได้อยู่ในช่วงชีวิตของเรา เพราะงานการเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรที่ต้องส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ต่างจากการต่อสู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

กล่าวได้ไหมว่าการตื่นรู้ของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับสิทธิสตรีและความเป็นธรรมทางเพศ ส่วนหนึ่งมาจากกระแสการชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา คุณมองความเชื่อมโยงของการเรียกร้องประชาธิปไตยกับสิทธิสตรีอย่างไร

จอมคิดว่าเชื่อมโยงกันมากๆ เพราะการตื่นรู้ทางการเมืองมีข้อเรียกร้องหลักคือคนเท่ากัน คือการปลุกให้คนที่ถูกกดทับลุกขึ้นมาสู้ ‘Speak the Unspeakable การพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด พูดในสิ่งที่ถูกทำให้เงียบ’ มันเป็นการปลุกให้ตื่นแบบเดียวกับการพูดเรื่องเพศ ดังนั้น เมื่อเกิดกระแสความตระหนักรู้ว่าฉันมีสิทธิ ฉันพูดได้ ฉันต้องไม่ถูกกดทับอีกต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในประเด็นไหน จอมว่ามันส่งเสริมซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ประชาธิปไตยกับเฟมินิสม์ไม่ใช่เรื่องที่ต่างกัน

แม้มีการพูดถึงสิทธิสตรีมากขึ้น แต่ก็เหมือนยังมีคนที่ไม่เข้าใจ-ไม่เห็นด้วย บางคนกล่าวทำนองว่าเฟมินิสต์เป็นเรื่องสุดโต่งหรือตึงเกินไป จนนำไปสู่การล้อเลียนในโซเชียลมีเดีย คุณมีความเห็นอย่างไร

จอมพูดเรื่องสิทธิสตรีมาตั้งแต่ยังไม่มีกลุ่มแมนมินิสต์ ก็พอจะเห็นกันอยู่ จอมมองว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณพูดเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์แล้วคุณโดนด่า คนที่ด่าคุณคือคนที่รู้สึกว่าสังคมกำลังจะเปลี่ยนไปสู่จุดที่เขาไม่คุ้นชิน เขารู้สึกไม่สบายใจ ถ้าสังคมจะเปลี่ยนไปในทางนั้น เพราะมันสั่นสะเทือนความเชื่อ สั่นสะเทือนคุณค่าและอำนาจบางอย่างในตัวเขา เขาจึงพองขนออกมา

การพูดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศก็ไม่ต่างกัน ยกตัวอย่างเวลาจอมพูดว่า Sexual Harassment และ Rape Joke เป็นเรื่องที่ผิด แม้แต่จอมเองก็เคยถูกกลุ่มคนที่คิดว่าเป็นเรื่องปกติหันมาถามว่าจอมเครียดเกินไปหรือเปล่า ตึงเกินไปหรือเปล่า แล้วสิทธิผู้ชายอยู่ตรงไหน เขาจะพูดอะไรไม่ได้เลยเหรอ ซึ่งจอมก็ฟัง แต่ประเด็นคือเขาได้เห็นแล้วว่ามีคนไม่โอเคกับสิ่งที่เขาคิดว่าทำได้ และฉันทำให้เขารู้แล้วว่าฉันจะไม่เงียบ ฉันจะไม่ยอมให้คุณทำตามความเคยชินที่ส่งผลกระทบทางลบกับคนอื่นๆ อีกต่อไป

ดังนั้นก็เข้าใจได้ที่คุณจะรู้สึกไม่ปลอดภัย อย่างที่บอกว่าเหมือนเวลาคุณพูดเรื่องการเมือง คนที่เสียอำนาจเขาก็ด่าคุณกลับ เขาก็หยุดคุณอยู่แล้ว การพูดเรื่องเพศก็ไม่ต่างกัน เวลาเจออะไรแบบนี้จอมจะย้อนกลับไปถามว่ามันทริกเกอร์ (Trigger) อะไรหรือส่วนไหน คุณกำลังสูญเสียอะไรไป คุณถึงอยากให้เราหยุด ทำไมคุณถึงอยากให้เรากลับไปเงียบ

บางความเห็นกล่าวว่าเฟมินิสต์รุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า ‘เฟมทวิต’ มีความเกรี้ยวกราดเกินไป บางคนพูดถึงขั้นว่าสิ่งนี้ไม่ใช่การเรียกร้องความเท่าเทียม แต่ต้องการที่จะเหนือกว่า ในขณะที่เฟมินิสต์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะเพศหญิงถูกกดทับมานาน ทำให้มีความโกรธ ความเกรี้ยวกราดอยู่ในการแสดงออก คุณมีความเห็นอย่างไร

อุดมการณ์หลักของเฟมินิสม์คือความเท่าเทียม โดยส่วนตัวไม่ใช่ความต้องการเหนือกว่าอยู่แล้ว ทั้งนี้ความเกรี้ยวกราด ความโกรธ มันเป็นปกติของคนที่ถูกกดทับอยู่แล้ว เหมือนที่คุณโกรธ-ที่คุณด่านักการเมือง ด่าผู้มีอำนาจ คำด่าหรือความโกรธนั้น จริงๆ แล้วสร้างความเสียหายอะไรให้เขาได้ไหม-แทบไม่ได้

เราแทบไม่มีอำนาจอะไรไปสั่นคลอนอำนาจของเขาเลย มันเป็นคำพูดของคนที่ถูกกดขี่ และจอมคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่จะระบายความโกรธบ้าง จะด่าบ้าง แต่จะแตกต่างกับการจำเพาะตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกัน เพราะ

ส่วนมากเฟมินิสต์เราด่าระบบ เราไม่ได้ด่าผู้ชาย เราด่าระบบที่เอาเข้าจริงแล้วก็ส่งผลกระทบต่อผู้ชายเหมือนกัน หลักการเฟมินิสม์เป็นเรื่องเดียวกับสิทธิมนุษยชน เฟมินิสม์คือสิทธิมนุษยชนที่ใส่ Gender Lens เข้าไป ดังนั้นถ้าประชาธิปไตยคือการทำให้คนเท่ากัน ประชาธิปไตยก็คือเฟมินิสม์

สถานการณ์สิทธิแรงงานข้ามชาติหญิงในภาพรวมเป็นอย่างไร

คนหนึ่งคนเป็นเหมือนขนมชั้น เรามีอัตลักษณ์หลากหลายในตัวเอง เราเป็นชนชั้นแรงงาน เราเป็นชนชั้นกลาง เราเป็นคนกรุงเทพฯ เป็นผู้หญิง เป็นแม่ เรามีสัญชาติไทย ในส่วนของแรงงานข้ามชาติหญิงก็คือผู้หญิงไม่มีสัญชาติไทย เป็นคนเมียนมา สถานะถูกกฎหมายไหมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ชั้นแต่ละชั้นเป็นเหมือนเงื่อนไขหรืออุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่เพิ่มมากขึ้น เราต้องกระโดดข้ามกำแพงกี่ชั้นในการไปโรงพยาบาลเมื่อเราป่วย เราต้องกระโดดข้ามกำแพงกี่ชั้นเพื่อให้สามารถไป OSCC (One Stop Crisis Center) หลังจากเราถูกข่มขืนได้ ดังนั้นแรงงานข้ามชาติหญิง ความเป็นผู้หญิงทำให้การพูดเรื่องเพศนั้นยากขึ้น แรงกดดันจากสังคมว่าการถูกข่มขืนจะทำให้คนมองในทางไม่ดี ฉันจึงไม่กล้าไปโรงพยาบาล นี่คือกำแพงชั้นที่ 1

กำแพงชั้นที่ 2 เพราะฉันไม่ใช่คนไทย ฉันพูดภาษาไทยไม่ได้ ต่อให้ข้ามกำแพงชั้นแรกแล้ว ถ้าไปโรงพยาบาลจะคุยกับคนที่โรงพยาบาลให้เข้าใจได้ยังไงว่าฉันถูกข่มขืน และกำแพงชั้นที่ 3 สถานะทางกฎหมาย ฉันมีสิทธิการรักษาเหมือนคนไทยหรือเปล่า ฉันไม่มีเงินจะได้รับการรักษาฟรีไหม โดยปกติสำหรับคนไทยสามารถเข้าไป OSCC บางแห่งได้ฟรี จะได้รับยาต้านโรค ได้รับการตรวจการตั้งครรภ์ ได้รับการตรวจหลักฐานต่างๆ

แล้วแรงงานข้ามชาติหญิงได้ไหม นอกจากนั้นยังมีเรื่องสถานะทางเอกสาร ถ้าไม่มีเอกสารใบอนุญาตการทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย จะโดนตำรวจจับระหว่างทางไหม โรงพยาบาลจะปฏิเสธการรักษาไหม อีกทั้งพอเป็นแรงงานข้ามชาติจะมีเรื่องการถูกมองว่าฉันเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ คนของรัฐจะไม่อยากให้บริการฉันหรือเปล่า

สำหรับแรงงานข้ามชาติแค่การสื่อสารก็เป็นปัญหามากแล้ว แค่คุณพูดไทยได้ก็ถือเป็นสิทธิพิเศษ แรงงานข้ามชาติหญิงมีลูก การจะให้เด็กได้แจ้งเกิดเป็นไปได้ไหม ในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติหญิงยังคลอดที่บ้านอยู่เลย เขาไม่กล้าไปคลอดที่โรงพยาบาลเพราะจ่ายเงินไม่ไหว แรงงานข้ามชาติหญิงในแคมป์ก่อสร้างที่มีลูก เขาจะทำงานยังไงถ้าไม่มี Daycare มันมีประเด็นต่างๆ เยอะเหมือนกับผู้หญิงไทย แต่หนักหนาสาหัสกว่าผู้หญิงไทยมากเนื่องจากอัตลักษณ์ทับซ้อนของเขา

คุณคิดว่าการละเมิดสิทธิของแรงงานข้ามชาติ เกิดจากการที่โครงสร้างสังคมไทยเอื้อต่อการละเมิดสิทธิอยู่แล้วหรือไม่

สุดๆ ถ้ามองประเด็นสิทธิผู้หญิงจะเห็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ ในทัศนคติของคนของรัฐ ตำรวจคิดว่าโกหก คิดว่าผัวเมียตีกันเป็นเรื่องปกติ  ยังมีอคติ มีการเหยียดเชื้อชาติต่อแรงงานข้ามชาติอีก แต่เราก็โทษคนของรัฐอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าอย่างที่พูดไปแล้วเรื่องของภาษา ในจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติเยอะมากอย่างสมุทรสาคร รัฐจัดสรรงบประมาณพิเศษในการจ้างล่ามให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไหม-ก็ไม่มี

พอไม่มีล่าม คุณก็แทบช่วยเขาไม่ได้เลย และในกฎหมายนโยบายของรัฐเองก็ยังเลือกปฏิบัติกับแรงงานข้ามชาติอยู่ ตอนนี้มีบางองค์กรพยายามผลักดันให้มี พ.ร.บ. ป้องกันการเลือกปฏิบัติ แต่ก็ยังไม่เห็นข่าวล่าสุดว่าเป็นอย่างไร

แรงงานข้ามชาติจากเมียนมาหลายคนมีต้นทุนหลายหมื่นบาทกว่าจะเข้าไทยได้ เข้ามาในไทยคือทำงานใช้หนี้ ข้อท้าทายนั้นเยอะมาก แรงงานข้ามชาติคนหนึ่งต้องซื้อประกันสุขภาพ ต่อใบอนุญาตการทำงาน ต่อพาสปอร์ต ต่อวีซ่า กี่พันบาทในการที่จะทำงานต่อไปได้อีกกี่ปี ล่าสุดไม่นานมานี้ รัฐไทยเพิ่งเปิดให้แรงงานข้ามชาติลงทะเบียนเพื่อขอทำงานใหม่ มันก็จะมีหลายคนที่ทำไม่ได้เพราะกระบวนการซับซ้อน ต้องใช้ภาษาไทย เขาต้องไปจ้างนายหน้าให้ทำให้แล้วก็เป็นหนี้กันไปอีก แค่แจ้งเกิดเด็กคนหนึ่งที่โรงพยาบาลกับตำบลบางทีต้องเสียค่านายหน้าแล้ว 3,000 บาท

รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีส่วนช่วยดูแลรับผิดชอบเรื่องสิทธิแรงงานข้ามชาติมากน้อยแค่ไหน มีกฎหมายอะไรบ้างที่คุ้มครองและปกป้องสิทธิของแรงงานข้ามชาติ

ไม่นานนี้เพิ่งได้เจอกระทรวงที่เกี่ยวข้องอยู่ในงานหนึ่งของสถานทูต เขาบอกว่าประเทศไทยมีกฎหมายด้านสิทธิแรงงานที่ดีที่สุดในอาเซียน ซึ่งก็จริง เราค่อนข้างมีกฎหมายและอะไรหลายอย่างที่ดี แต่ปัญหาคือการนำลงมาปฏิบัติ ในขั้นบังคับใช้ยังมีข้อท้าทายเยอะอยู่มาก เรื่องการสื่อสารจากส่วนกลางลงมาจังหวัด

เช่น เรื่องการแจ้งเกิด ผู้หญิงหนึ่งคนจะไปคลอดที่โรงพยาบาลแล้วแจ้งเกิดลูกที่โรงพยาบาล กฎหมายส่วนกลางว่าไว้อย่างหนึ่ง หรือผู้หญิงหนึ่งคนที่เกิดอุบัติเหตุเวลาทำงาน การจะได้เงินชดใช้หรือการได้รับการรักษา กฎหมายส่วนกลางว่าไว้อย่างหนึ่ง แต่การลงมาปฏิบัติที่จังหวัดก็อาจเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น กฎหมายที่คุณว่าดี คุณต้องลงมาทำงานกับคนในพื้นที่จริง เขามีความเข้าอกเข้าใจมากน้อยแค่ไหน

การกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น จะมีส่วนช่วยในเรื่องสิทธิสตรีได้อย่างไรบ้าง

จอมคิดว่าช่วยได้มากอยู่แล้ว ในแต่ละจังหวัดมีจำนวนประชากรชายหญิงต่างกัน ถ้าเราจะทำบ้านพักผู้หญิงให้ดีขึ้นและมีจำนวนเพียงพอในทุกจังหวัด อาจต้องกลับมาดูจำนวนประชากรผู้หญิงในจังหวัดนั้นๆ ต่อมาคือ

ดูอัตราเคสความรุนแรงด้วยเหตุทางเพศในจังหวัดนั้นๆ เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม ให้แต่ละจังหวัดมีโครงสร้างสวัสดิการของตัวเอง เพื่อให้ตอบสนองกับประชากรผู้หญิงในจังหวัดนั้นได้

ซึ่งคนที่จะรู้ความต้องการของจังหวัดนั้นคือคนของรัฐที่ทำงานในพื้นที่ เพราะแต่ละจังหวัดมีความต้องการที่ต่างกันไป ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ Copy and Paste ถ้ารัฐส่วนกลางเห็นความต่างของความต้องการในแต่ละจังหวัด แล้วกระจายอำนาจให้ฝ่ายบริหารของจังหวัดนั้นๆ วิเคราะห์ศึกษาปัญหา ออกแบบการทำงาน ออกแบบยุทธศาสตร์ของจังหวัดเองได้ จอมเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยไปได้ไกลมากขึ้น

ถ้ามีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารจังหวัดควรมีนโยบายในการหาเสียงและการทำงานอย่างไร เพื่อสนับสนุนผู้หญิงในท้องถิ่น

ประเด็นแรกคือคุณต้องศึกษาปัญหาในจังหวัดของคุณก่อน เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่เป็นปัญหาเฉพาะของผู้หญิง จอมมองว่าผู้ว่าฯ ควรดูเรื่องการเข้าถึงการจ้างงานของผู้หญิงในท้องถิ่นว่าเขาเข้าถึงได้แค่ไหน ผู้หญิงหลุดออกไปมากแค่ไหน Daycare มีพอไหม ต้องดูจากสภาพปัญหาในท้องถิ่นนั้นๆ ก่อน

ในความเห็นของคุณ การกระทำแบบใดบ้างที่ถือเป็นการคุกคามทางเพศ

ไม่ต้องเป็นความเห็นของจอม มีความเห็นของนักวิชาการทั่วโลกสร้างมาตรฐานเอาไว้แล้ว ‘การกระทำใดๆ ที่มีนัยทางเพศที่ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่ได้รับความยินยอม’ นี่คือนิยามของมัน รวมหมดไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูด สายตา ท่าทาง ทุกการกระทำที่มีนัยทางเพศ

การชม การแซว บางคนอาจถามว่าคำชมเป็นการคุกคามทางเพศด้วยเหรอ ก็ให้กลับไปที่นิยามของการคุกคามทางเพศ มันทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยหรือเปล่า สิ่งนี้วัดได้จากการถามคนที่ถูกคุณพูดใส่ หรือจะเป็นการใช้สายตา บางทีผู้หญิงอาจรู้สึกดีถ้าถูกแฟนมองหน้าอก แต่เพราะนั่นเป็นแฟน ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นจะโอเคกับลุงที่นั่งกินเหล้าอยู่หน้าปากซอยแล้วหันมามองหน้าอกตอนที่เธอเดินผ่าน ดังนั้นมันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล (individually) ที่คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีพื้นที่ปลอดภัยมากพอให้คุยกัน ผู้ชายถูกจ้องเป้าบนรถไฟฟ้าโดยผู้ชายคนอื่น คุณรู้สึกยังไง

ทั้งนี้ในแต่ละกรณี คำถามอยู่ตรงที่มันถือเป็น Crime หรือเป็นการกระทำผิดขั้นร้ายแรงหรือเปล่า คนกระทำผิดต้องถึงขั้นออกไปจากสังคมเลยไหม ถึงที่สุดแล้วจอมคิดว่าสังคมกำลังอยู่ในช่วงการเรียนรู้ ซึ่งที่เราเรียกร้องในประเด็นทั้งหมดนี้ก็เพราะหวังให้สังคมเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง

อย่างที่บอกว่าประเด็นชายเป็นใหญ่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผู้ชายคิดว่าเป็นเรื่องปกติเพราะเขาถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก เห็นมาตั้งแต่เด็กว่ามันทำได้ เขาก็เลยทำไปตามความเคยชิน จอมไม่ได้มองว่าความผิดของคนหนึ่งคนเป็นเพราะเขาชั่วร้ายหรือเลวทรามมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นเพราะการขัดเกลาจากสังคม

ความหลากหลายทางเพศในปัจจุบันทำให้การคุกคามทางเพศหรือความรุนแรงทางเพศ มีความซับซ้อนหรือแตกต่างจากอดีตอย่างไรบ้าง เมื่อผู้ถูกกระทำไม่ได้มีแต่ผู้หญิง

เราว่าคนตระหนักได้ว่ามีความซับซ้อนมากขึ้น และตระหนักได้ว่าต่อให้เป็นความรุนแรงด้วยเหตุทางเพศ แต่ถ้าผู้ถูกกระทำเป็นคนต่างกลุ่มกัน การทำงานกับแต่ละกลุ่มก็จะต่างกัน อย่างที่บอกว่าจอมมีกลุ่ม Survivor ประมาณ 150 คน ในกลุ่มมีทั้งผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ เลสเบียน ผู้ชาย ผู้หญิง และนอน-ไบนารี

ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานพบว่าวิธีการที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กลุ่มผู้หญิงข้ามเพศหรือกลุ่มผู้ชาย ก็ไม่ใช่การเอามารวมกับกลุ่มผู้หญิง หรือแม้แต่ตอนนี้ที่จอมกำลังพัฒนา E-Learning เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้เสียหายจากเหตุความรุนแรงในครอบครัวก็มีประเด็นว่ากระบวนการที่เราเขียนอยู่อาจไม่ได้เหมาะกับ LGBTQ เพราะเป็นกระบวนการที่มีเพื่อผู้หญิง มันมีความซับซ้อนมากขึ้น เรามองเห็นว่าเราไม่มีองค์ความรู้เรื่องอะไร และเราก็หวังว่าในอนาคต ประเทศไทยจะผลิตชุดความรู้เหล่านี้ขึ้นมาได้ เพราะเราเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเคลื่อนไหวด้านความหลากหลายทางเพศมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การคุกคามทางเพศที่ปรากฏเป็นข่าว หลายครั้งมีเรื่องของอำนาจนิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอายุ ตำแหน่ง สถานะ ไม่หนำซ้ำผู้กระทำกลับมีท่าทีไม่สำนึกผิด คุณมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร

การคุกคามทางเพศไม่ใช่แค่ความใคร่หรือความต้องการทางเพศอย่างเดียว แต่เป็นความรุนแรงเชิงอำนาจ มันมีเรื่องอำนาจ ชนชั้น สถานะทางสังคมมาเกี่ยวทุกเคส ซึ่งรู้สึกปกติอยู่แล้วที่ผู้กระทำความผิดจะออกมาบอกว่าฉันไม่ผิด น้อยมากที่เขาจะเดินยืดอกมาบอกว่าผมผิด-ผมขอโทษ และอย่างที่บอกในระดับ Sexual Harassment คนก็มักมีความคิดความเชื่อบางอย่างว่าเขาทำได้ ความคิดว่าเขาไม่ผิดฝังอยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว แค่ถ้าเป็นคนที่มีความรู้ มีสถานะทางสังคม มีตำแหน่งทางการเมืองแล้วออกมาพูดแบบนั้น ในความไม่แปลกใจก็จะมีความผิดหวังมากๆ

ทุกครั้งที่มีข่าวการข่มขืน เรามักเห็นคนออกมาแสดงความเห็นว่าการเพิ่มโทษทางกฎหมายให้รุนแรงขึ้น เช่น ข่มขืนเท่ากับการประหารชีวิต จะทำให้การข่มขืนและการคุกคามทางเพศลดลง คุณมีความเห็นอย่างไร

ประเทศที่ข่มขืนเท่ากับประหาร ยกตัวอย่างอินเดีย แล้วอัตราการข่มขืนในประเทศอินเดียลดลงไหม เรามาดูเชิงตัวเลขกันเลยว่าประเทศที่ข่มขืนเท่ากับประหาร ซึ่งมีไม่กี่ประเทศในโลก อัตราการข่มขืนมันลดลงหรือเปล่า ปรากฏว่าก็ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

มันส่งผลให้กระบวนการตัดสินของผู้พิพากษาที่จะประหารชีวิตคนหนึ่งคนนั้นใช้เวลานานขึ้น ต้องพิจารณาละเอียดมากขึ้น และมีเคสรอในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ต้องแยกกับการข่มขืนแล้วฆ่า ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถดีเบตกันได้ โดยส่วนตัวแล้วจอมไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร

อยากให้ช่วยทิ้งท้ายเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงทางเพศและการคุกคามทางเพศ

ความรุนแรงทางเพศและการคุกคามทางเพศเป็นประเด็นของทุกคน ดังนั้น ทุกคนไม่ว่าจะเพศไหนก็สามารถออกมาพูดเรื่องนี้ได้ อยากฝากว่าเวลาเราพูดเรื่องชายเป็นใหญ่ พูดเรื่องการรื้อถอนโครงสร้างชายเป็นใหญ่ เราไม่ได้พูดโจมตีผู้ชาย ผู้ชายเองก็ได้รับผลกระทบจากแนวคิดนี้ในทางที่ต่างไปเหมือนกัน เราอยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาช่วยกันพูดต่อไป ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

Author

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *