ฮาซัน ยามาดีบุ: กระจายอำนาจ ทางออกสันติภาพชายแดนใต้

ฮาซัน ยามาดีบุ นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษา และสันติภาพปาตานี ผู้ผันตัวจากครูสอนภาษาอังกฤษสู่ครูสันติภาพและการกระจายอำนาจเพื่อปาตานี ฮาซันอดีตครูใน จ.ยะลา ปัจจุบันตั้งองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวสันติภาพปาตานีผ่านการศึกษาในระบบโรงเรียนตาดีกา เพราะเขามองว่าการเรียนในห้องเรียนผ่านการศึกษาส่วนกลางไม่ได้สอนให้นักเรียนเท่าทันโลก

จึงลาออกมาทำหลักสูตรการเรียนรู้ เป็นหลักสูตรที่ให้นักเรียนฝึกคิด วิเคราะห์ มีความเข้าใจ เท่าทันโลก เข้าใจเกี่ยวกับศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตุภูมิของผู้เรียนเอง และมีเสรีภาพทางความคิด

ฮาซันมองว่าหลักสูตรที่ทำเอาไปใช้ในโรงเรียนตาดีกานั้นมีประโยชน์มากกว่าการเสียเวลาท่องจำและตากแดดหน้าเสาธงตามระบบการศึกษาส่วนกลาง

“การศึกษาในโรงเรียนมันเน่าเฟะ ต้องท่องจำ ต้องลิ้นยาวจะได้ไต่เต้าไปหาความมั่นคงในชีวิตได้ ซึ่งผมคิดว่าแบบนั้นมันปิดโอกาสนักเรียนที่จะได้ใช้ช่วงวันของเขาแสวงหาความรู้ ปิดโอกาสไม่ให้นักเรียนได้อัพเกรดความรู้ให้ทันโลกและปิดโอกาสไม่ให้เขาได้พบกับความรู้ที่เขาอยากเอาไปใช้ในชีวิตวัยทำงานของเขาด้วย”

และต่อจากนี้คือบทสัมภาษณ์ที่กรุณาเปิดใจอ่าน

ปาตานีคืออะไร ทำไมคำนี้ถึงแสลงหูรัฐไทย

เราต้องย้อนประวัติศาสร์ ในอดีตมันไม่มีคำว่า จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี มันมีแค่ชื่อเดียวว่า ปาตานี ซึ่งเพิ่งมาถูกแยกในสมัยรัชกาลที่ 6 เพราะสมัยก่อนหน้านั้นก็ยังใช้คำว่ามณฑลปาตานี พอเป็นระบบจังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน ไล่ลงมา พื้นที่นี้ประชากรเยอะหนาแน่นเลยต้องแยกเป็นจังหวัด และอีกส่วนหนึ่งที่แยกไปเป็น อ.เทพา อ.จะนะ ของจังหวัดสงขลา ปาตานีกลายมาเป็น 3 จังหวัด แยกไปตามพื้นที่ เหมือนจังหวัดอื่น อย่างจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แต่ทุกคนรู้ว่าตนเองคือ คนล้านนา ที่นี่เราก็เรียกตนเองว่า คนปาตานี

มันเป็นคำที่มีคุณค่าและผูกพันกับพื้นที่มากกว่าคำว่ายะลา นราธิวาส ปัตตานี หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมันเรียกง่ายเข้าปากคนในพื้นที่ ไม่เยิ่นเย่อเท่าคำว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

คำว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันยิ่งให้ความหมายที่ห่างเหินจากศูนย์กลางประเทศ ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มันฟังแล้ว โห สามจังหวัดเลยเหรอ พวกชายแดน พวกภาคใต้ชายแดน มันดูห่างไกลกัน  และยิ่งมีคำว่าชายแดนในความหมายและภาพจำสำหรับคนทั่วไปก็มีความหมายในทางลบอยู่แล้ว

เช่น ชายแดนคือ ต่างชาติ ชายขอบ ด้อยพัฒนา ไม่มีความก้าวหน้า ขาดความเจริญ แม้อยู่ในราชอาณาจักรเดียวกันก็ตาม ซึ่งโลกทางยุโรปเขาเลิกใช้คำว่าชายแดน เหลือเพียงพรมแดนที่มีไว้เพื่อการเข้าออกระหว่างประเทศ ชายแดนมันคำเก่าที่ไทยยังเลือกใช้ ไม่ว่าที่ไหนก็ตามที่ติดห้อยคำว่า ชายแดน ไว้ มันแสดงให้เห็นสายตาของรัฐไทยที่แสดงออกถึงความล้าหลังทางความคิด และความคิดที่ไม่นำไปสู่การพัฒนาของรัฐเอง

ถ้ารัฐไทยยังมีรูปแบบการปกครองแบบนี้ ในความเป็นจริงประเทศที่มีกษัตริย์ อย่างระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น บรูไน ก็มีไม่กี่ประเทศ

ประเทศส่วนมากเป็นประชาธิปไตยไปเลย แต่ไทยไม่อยู่ใน 2 อย่างแรก เราอยู่ที่กึ่งกลาง คือ กึ่งเจ้ากึ่งรัฐ

ถ้าเราดูในแง่กฎหมายที่ใช้กับประชาชน ทั้งทางที่ดี และแอบอ้างมาใช้ทางที่ไม่ดีกับประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง กษัตริย์ไทยถูกแอบอ้างไปใช้แบบไหนก็ดูตามสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมก็ได้ ถ้าเป็นสิ่งที่ดี ผลลัพธ์ในสังคมก็ดี แต่ถ้าไม่ดีสถาบันก็เสื่อมไปเองด้วยตนเอง จึงเป็นประเทศกึ่งรัฐกึ่งเจ้า

และอีกมุมหนึ่ง คำว่าประชาธิไตย เรายังเป็นประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยมันไม่ใช่ระบบหมาหมู่ ไม่ใช่ระบบศาลเตี้ย พวกพ้อง แต่เป็นเรื่องการกระจายอำนาจ เป็นเรื่องอำนาจอยู่ในมือประชาชน ผมก็ไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองประเทศไทยเขาเข้าใจระบบประชาธิปไตยแค่ไหน คงต้องส่งไปเรียนเรื่อง ลินคอล์น ก่อนหรือเปล่า

ทีนี้คำว่า ปาตานี ความหมายมันคาบเกี่ยวกับดินแดนและประวัติศาสตร์มันเลยแสลงใจ ความหมายมันมากกว่าคำว่าจังหวัดทั้งสามจังหวัด แต่มีความหมายรวมประชาชนและตัวพื้นที่สามจังหวัด และยังเคยเป็นพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยมาก่อน รัฐไทยก็กลัวว่าจะเกิดการเรียกร้องกลับมาใช้คำนี้ กลัวจะเรียกร้องอำนาจในการปกครองตนเอง อำนาจในความเป็นเจ้าของพื้นที่มาก่อนแล้วถูกยึดไปโดยศูนย์กลางหรือกรุงเทพฯ

เพราะศูนย์กลางประเทศคือกรุงเทพฯ พวกเขากอบโกยเงิน ทรัพยากร อำนาจและความเจริญมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ มั่นคงบนกระดูกสันหลังของคนเหนือ อีสาน ใต้มาโดยตลอด และเป็นเช่นนี้มาจนเคยชิน รัฐส่วนกลางก็อยากส่งต่อความสบายเช่นนี้ให้ลูกให้หลาน พอคนที่แบกกรุงเทพฯ เริ่มเคลื่อนไหว เริ่มเท่าทันเรื่องราวทางการเมือง ก็เลยเกิดความกลัวว่าจะล้มจากความสบายเช่นนี้ จึงต้องปราบปรามให้นิ่ง รัฐไทยเลยพยายามกดให้ต่างจังหวัดเจริญแค่เท่านี้ ตามที่เขาอยากให้เจริญ เป็นความเห็นแก่ตัวของส่วนกลาง

ทั้งๆ ที่ประเทศไทยไม่ได้เกิดจากกรุงเทพฯ เมืองเดียว แต่เกิดจากความเสียสละทางทรัพยากรของประชากรทุกภาค คนจากภาคต่างๆ ก็ร่วมกันปกป้องประเทศ เสียเลือดเนื้อเพื่อสยามป้องกันบ้านเมือง เพื่อก่อให้เกิดเป็นกรุงเทพฯ มันจึงเป็นเมืองส่วนกลางที่เกิดจากความเสียสละของทุกภูมิภาค เกิดขึ้นมาได้เพราะคนทุกภูมิภาค แค่เพื่อเป็นเมืองหลวง เป็นแค่ศูนย์ราชการ แต่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เจ้าของทั้งประเทศ ทุกส่วนของประเทศมันเกิดจากมือของประชาชน และเป็นของประชาชนไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งหรือของกลุ่มพวกพ้องใดๆ ก็ตาม แต่เป็นของประชาชนทุกคน

รบกวนเล่าให้ฟังถึงความโหดร้ายของรัฐไทย กับคนตัวเล็กๆ

คนที่นี่ ปาตานี ประสบเคราะห์กรรม ชะตากรรม ได้รับผลกระทบจากรัฐไทยส่วนกลางมานานแล้ว ไม่ใช่แค่ตอนปี 2547 มันก่อนปล้นปืนปีเหล็ง ก่อนเหตุการณ์ตากใบ ก่อนเหตุการณ์กรือเซะ เหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดในรุ่นเรา แต่รุ่นพ่อแม่ก็เกิดเหตุการณ์ปราบปราม เช่น ประท้วงหน้ามัสยิดกลาง ย้อนขึ้นไปอีกอย่าง ฮะยีสุหลง รุ่นทวดก็สมัยปราบปรามเจ้าเมืองต่างๆ

เรื่องราวทางประวัติศาตร์ระหว่างรัฐส่วนกลางหรือสยามกับปาตานี จึงสะสมเป็นบาดแผลซ้ำๆ สะสมมานานแล้ว แล้วปาตานีมันมีพลัง เพราะคนในพื้นที่มีการส่งต่อ สืบทอดเรื่องราวในอดีต ถึงจะเป็นเรื่องราวที่เล่าเหมือนเรื่องพื้นบ้านปากต่อปากจากตำรา เป็นเรื่องพื้นบ้านที่ถูกเขียนบันทึกไว้ เพราะผลกระทบจากรัฐส่วนกลางมันเกิดขึ้นซ้ำๆ มาหลายยุค แล้วบันทึกไว้เล่าสู่กันฟัง มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมคนปาตานีมีพลัง ฉะนั้น การเล่าเรื่องเมื่อวานมันทำให้เราเข้าใจวันนี้ไปโดยปริยาย เช่น ถ้ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราก็เข้าใจทันทีว่าเป็นเพราะส่วนกลาง หรือเป็นเพราะอัตลักษณ์ที่แตกต่าง เป็นเพราะความไม่เข้าใจในความเป็นตัวตนของปาตานี

คนปาตานีเล่าสู่ต่อกันฟังได้ แต่ทำไมรัฐไทยไม่เล่าต่อกัน ไม่ได้ส่งข้อมูลต่อกัน เช่น ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ถ้าหากมีการเปลี่ยนกลุ่มผู้ปกครองเข้าสู่มือของผู้ปกครองกลุ่มใหม่ เขาก็รับรู้ข้อมูลว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่ได้เข้าใจว่าเพราะเมื่อวาน เมื่อปีที่แล้ว เมื่ออดีตถึงเป็นแบบนี้ ไม่ได้ส่งข้อมูลให้ดีเหมือนหมอส่งข้อมูลให้กันในโรงพยาบาลเพื่อรักษาคน

ผู้ปกครองรัฐไทยไม่ส่งความเข้าใจแล้วไปตีความเป็นอย่างอื่น ยิ่งนานวันเข้าก็เปลี่ยนผู้นำกันไป แต่ละคนตีความเป็นยังไงสะสมส่งต่อกันมา ชะตากรรมปาตานีจึงยิ่งเลวร้ายลง กลายเป็นปัญหาที่สะสม บาดแผลระหว่างรัฐไทยและปาตานียิ่งลุกลามหนักขึ้น เพราะปัญหาไม่ได้ถูกแก้ ถึงมีมาตราการหรือกฎหมายมาก็แก้ไม่ถูกจุด และแก้ไม่ถูกต้อง ยิ่งเพิ่มให้เป็นปัญหา รัฐไทยพยายามดื้อดึงและหลอกตนเองโดยใช้งบประมาณเป็นหลัก

รัฐไทยพยายามใช้เงินแก้ปัญหา อัดเงินเข้าไปเพื่อซื้อใจประชาชนให้เชื่อง ให้เงินซื้อหัวใจประชาชน สถานการณ์ปาตานีทุกวันนี้เลยยิ่งแรงขึ้น

เคยสัมภาษณ์นักวิชาการ นอกจากความโหดร้ายเชิงกายภาพ ยังมีความโหดร้ายเชิงเศรษฐกิจ หมายถึงคนสามจังหวัดถูกทอดทิ้ง มีความเห็นอย่างไร

เรามาเปรียบเทียบ GDP สภาวะการมีงานทำ และรายได้ในครัวเรือนกับ ภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ

หนึ่ง… จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และสตูลเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด ในแง่ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายของพืชพรรณที่มีให้เห็นอยู่เยอะ อากาศที่เหมาะสมไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป

แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นคือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในพื้นที่ประชาชนไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้เลย กลายเป็นว่าประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากทุนที่มีในพื้นที่ก็คือทรัพยากรธรรมชาติ

พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและพืชพันธุ์กลับถูกจับจองโดยรัฐให้ไปเป็นอุทยาน ไปเป็นนิคมอุตสาหกรรมบ้าง ทะเลก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เพราะเปิดให้นายทุนที่ใช้เรือใหญ่เข้ามาทำประมงแทนประมงของชาวบ้านซึ่งเป็นประมงเรือเล็ก

จริงๆ หน้าที่ของรัฐคือการทำให้ประชาชนสามารถมีโอกาสหาปลาทำอาชีพประมง หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรเขาในพื้นที่ของเขาได้มากขึ้น จะจัดสรรโดยวิธีการใดก็แล้วแต่ แต่ว่าต้องเป็นการจัดสรรที่ทำให้รายได้ของประชาชนมากขึ้น เช่น ผลผลิตในพื้นที่ ยางพารา หรือผลไม้ในพื้นที่ ราคามันห่างจากกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก อย่างลองกองในพื้นที่แทบจะแจกฟรี ที่นี่ราคากิโลกรัมละ 3 บาท แต่พอไปกรุงเทพฯ มีการตัดราคาให้พืชผลการเกษตรราคาสูงขึ้น การทำให้พื้นที่นี้ปาตานีให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับส่วนกลาง รัฐไม่ได้จริงจังมาก

ค่อนข้างปล่อยปละละเลยให้นายทุนเข้ามาซื้อในราคาโลละ 5 บาท แล้วเขาก็ไปขายต่อในกรุงเทพฯ ในราคาที่กระโดดสูงกว่าพื้นที่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระทรวงพาณิชย์ที่ต้องทำให้เกิดการค้าขายเกิดเศรษฐกิจที่ดีกับประชาชนแต่มันเป็นหน้าที่ของรัฐทุกภาคส่วนที่ต้องดูแลให้ประชาชนมีปากท้องมีการเป็นอยู่ที่ดี

สอง… เรื่องการศึกษา คนที่นี่เขาพูดภาษามลายูเป็นภาษาแม่ของเขา นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเขามีปัญหาเรื่องภาษาไทยอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาเข้าสู่ระบบการศึกษาเขาก็สามารถเรียนรู้ภาษาไทยและสื่อสารได้ตามปกติ

แต่รัฐให้ความสำคัญแค่ภาษาไทย ไม่ได้มองว่าภาษามลายูเนี่ยสามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ภาษาที่ทำให้เป็นเงินได้เพราะว่า พอข้ามชายแดนไปก็เป็นมาเลเซีย อินโดนีเซียซึ่งใช้ภาษาเดียวกันกับที่นี่ แต่รัฐมองไม่ออกหรือตั้งใจมองไม่ออก พยายามจะทำให้ที่นี่พูดภาษาไทย พยายามทำให้ลืมภาษามลายู เพราะรัฐไทยมองว่าเป็นไทยมุสลิมมันเป็นได้ง่ายกว่าการเป็นมลายูมุสลิม พื้นที่ใช้ภาษาเพื่อการพาณิชย์ได้ ก็ไม่รู้ว่ารัฐไทยเขามองเรื่องนี้อย่างไร

พอการศึกษามันมีโอกาสน้อยกว่าก็ทำให้อาชีพมีความหลากหลายมีตัวเลือกที่น้อยกว่า และพื้นที่เกษตรกรรมก็จำกัด เพราะพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติอย่างภูเขา ทะเล มันถูกจัดการและจำกัดพื้นที่การใช้สอยโดยรัฐไปแล้ว เลยเกิดการแย่งงานกันในพื้นที่ แต่โชคดีที่ว่าคนในพื้นที่นี้พูดภาษามลายูได้ ก็เลยเลือกข้ามไปเป็นแรงงานที่ฝั่งมาเลเซีย มากกว่าการเลือกไปเป็นแรงงานในกรุงเทพฯ เพราะอาจติดขัดเรื่องภาษา เรื่องอัตลักษณ์ ปัญหาอาหารการกิน ค่าใช้จ่าย

พอไปมาเลเซียเขาได้เงินเยอะก็จริง แต่ต้องสูญเสียบางอย่าง คือถ้าเป็นคนหนุ่มสาวต้องยุติการศึกษาอาจไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยต่อ กลายเป็นคนไม่มีวุฒิการศึกษา หรือคนที่เป็นวัยทำงานแล้วก็ต้องทิ้งลูกทิ้งครอบครัวไว้กับญาติพี่น้อง ถึงแม้เขาจะได้เงินแต่ปัญหาครอบครัวก็จะตามมาแทน

ทางออกเรื่องนี้เรามองว่า หนึ่ง… สร้างมูลค่าให้กับพื้นที่ปาตานี ในเมื่อพื้นที่นี้มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์อยู่มากก็ควรทำให้มันมีค่า เช่น พืชผลการเกษตรต้องไม่ถูกกดราคาหรือปล่อยให้นายทุนสามานย์ เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ในพื้นที่แล้วดึงออกไป ตรงนี้ควรเป็นสิ่งที่รัฐต้องเข้ามาควบคุมดูแลจริงๆ ไม่ใช่แค่ที่นี่แต่มันเป็นทั่วประเทศ อย่าปล่อยให้ทุกอย่างกลายเป็นร้านสะดวกซื้อติดแอร์ไปหมด

สอง… ส่งเสริมเรื่องอัตลักษณ์ เพราะพื้นที่นี้เขาเป็นมลายู เขาจะเรียนภาษามลายู เขาจะพูดภาษาของเขา ก็ใช้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางภาษาของเขาเป็นจุดขายทางวัฒนธรรมไปเลย คือการทำแบบนี้ความเป็นไทยก็ยังอยู่ แผ่นดินก็ยังอยู่ แล้วคนกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ตั้งเท่าไหร่ เหมือนเกียวโตของญี่ปุ่นที่เน้นอัตลักษณ์บ้านเขา เหมือนล้านนาที่เรายังดึงภาษาล้านนาและอัตลักษณ์เขามาใช้เรื่องการท่องเที่ยว มันก็แค่นั้น ทำไมปาตานีจะทำไม่ได้

กระจายอำนาจช่วยเรื่องนี้อย่างไร

โอ้ย! สุดยอดมากเลยถ้ามีสิ่งนี้เนี่ยเจริญ

ประเทศไทยมันควรต้องกระจายอำนาจ เราควรเดินทางกันมาถึงจุดนี้ได้แล้ว ไม่ใช่อะไรๆ ก็แต่งตั้งจากส่วนกลางมาทั้งหมด

เพราะแต่งตั้งจากส่วนกลางมันดูล้าหลังอย่างบอกไม่ถูก เช่น ตัวเราไปอินโดนีเซียบ่อย เขาก็แบ่งการปกครองเป็นคล้ายๆ บ้านเรา จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน แต่อินโดนีเซียมีความแตกต่างจากประเทศไทยตรงที่เขามีการเลือกตั้งนายอำเภอ เขาก้าวหน้านำเราไปแล้วนะ ของบ้านเรานายอำเภอยังต้องผ่านการแต่งตั้ง

นี่คือภาพความก้าวหน้าของประเทศอินโดนีเซียซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทยมาก ความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยแตกต่างกันมากเช่นกัน

ถ้ากลับมาที่บ้านเราแล้วผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง เราจะได้คนที่เราไว้ใจในการดูแลบริหารจังหวัดเรา หลายคนอาจมองว่าการมีจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศอาจทำให้เกิดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เราสามารถจำกัดคุณสมบัติว่าเราอยากได้คนแบบไหนมาดูแลจังหวัดเรา

เรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียงอันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องต่อสู้กันต่อไป เราต้องทำงานกับประชาชนในพื้นที่ต่อ เราเดินคุยกับคนในพื้นที่ได้คุยกับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่เราได้ ว่าพวกเรา ชาวปาตานี อยากได้ผู้ว่าฯ แบบไหน ผู้ว่าฯ ที่ไม่โกงกิน ไม่แดกงบประมาณ มันก็เป็นเรื่องที่พวกเราภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวทำงานกันต่อไปได้

ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ระบบมันไม่ดี คนที่เข้ามาทำงานก็ไม่ดีอยู่แล้ว และคนดีจะไปอยู่ในระบบที่มันไม่ดีมันอยู่ไม่ได้ มันยาก เพราะระบบมันมาจากส่วนกลางแบบนี้ เป็นระบบเลียแข้งเลียขาไต่เต้าขึ้นไป คนดีมันจะอยู่ได้ยังไง ถ้าระบบมันเลวแบบนี้ ดังนั้น เราเลยต้องทำให้ระบบมันดี เพราะระบบที่ดีมันก็เหมาะกับคนที่ดี คนเลวมันก็อยู่ในระบบที่ดีได้ยาก

ดังนั้น การกระจายอำนาจให้เกิดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ อย่างใน ร่างเลือกตั้งผู้ว่าทั่วประเทศ ของ The Voters เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ เพราะงบประมาณที่ให้กับท้องถิ่น 70% และส่วนกลาง 30%  มันเป็นเหมือน autonomy ทั่วประเทศ autonomyในที่นี้หมายถึง การกระจายอำนาจไม่ใช่เรื่องของดินแดน เป็น autonomy เศรษฐกิจ การมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะถ้าทำให้เกิดการกระจายอำนาจแบบนี้ขึ้นมาได้เนี่ย ประเทศไทยจะเจริญมากๆ ไม่ได้กระจุกแค่ในกรุงเทพฯ แต่มันกระจายออกไปทั่วประเทศ มีความสุขกันถ้วนหน้า

ใน ร่างเลือกตั้งผู้ว่าทั่วประเทศ ให้เหลือผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดตำแหน่งเดียวจากการเลือกตั้ง คิดเห็นอย่างไร

มันจะดีเลยแหละเพราะว่า ประชาชนมีอำนาจในการปกครองพื้นที่ตนเอง ไม่ใช่คนนอกจากการแต่งตั้ง

ในข้อเท็จจริงทุกวันนี้ผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้ง และเป็นคนนอกพื้นที่ เขาก็คิดแค่ว่าจะไต่เต้าขึ้นไปตำแหน่งไหน ขึ้นไปเมื่อไหร่ แต่ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับพื้นที่ ถึงมันจะมีผู้ว่าราชการจากการแต่งตั้งที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่เข้ามาดูแล สร้างนั่นนี่ แต่ครบวาระ 2 ปี เขาก็ต้องถูกย้ายไป แล้วคนถัดมาที่มาทำต่อหรือหากจะสานต่อได้นั้นเขามีความคิด มีจิตสำนึกเดียวกันกับคนเก่าหรือไม่ ซึ่งมันยาก

สิ่งที่ผู้ว่าฯ คนเก่าสร้างไว้ก็จบแค่นั้น พอคนใหม่เข้ามาก่อสร้างสิ่งอื่นแทนมันก็ไม่ได้ต่อยอดหรือเกิดประโยชน์อะไรกับพื้นที่ มันเลยไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง และทุกวันนี้การทำงานที่ซ้ำซ้อนของกระทรวงกรมต่างๆ มันก็ไม่ได้ให้อำนาจกับผู้ว่าฯ ในการจัดการจังหวัดอย่างที่มันควรเป็น

ดังนั้นเรื่องนี้ต้องไม่ลืมที่จะเอาไปแก้รัฐธรรมนูญ ในส่วนของหมวด 14 ทำให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการบริหารจังหวัดและมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นคนในพื้นที่ แล้วค่อยไปแก้ต่อในรัฐธรรมนูญว่าผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากน้อยแค่ไหนในการจัดการจังหวัดของตน โดยมีกระบวนการที่สร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนเป็นหลัก

ประเทศไทยมันจะสุดยอดมาก แล้วเราก็จะได้เห็นประเทศเจริญอย่างแท้จริง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่ได้เรียกว่าความเจริญ โดยเฉพาะงบประมาณท้องถิ่นที่ได้มาแค่ 30% มันจะไปทำอะไรได้ แต่ส่วนกลางกลับได้รับงบประมาณไปถึง 70% เอาไปทำอะไรเอาไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการ นายกรัฐมนตรี ส.ส. เงินเดือนเป็น 100,000 ไม่ได้ทำอะไรที่ตอบสนองหรือยึดโยงกับพื้นที่ ถ้าพูดเรื่องเงินเดือนของคนที่นั่งในสภาเนี่ยมันเจ็บในใจมากเลย

คือเราเป็นประชาชนหาเช้ากินค่ำมีเงินอยู่แค่นิดเดียว แต่คนที่ไปเป็นตัวแทนเรา กินภาษีเรา เงินเดือนเป็น 100,000 ต่อเดือน มีสักกี่คนที่เขาทำอะไรบ้างเพื่อประชาชน เขาต้องเป็นขี้ข้าให้กับประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนเหล่านี้ที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน กลับประพฤติตัวกับประชาชนเหมือนเราเป็นไพร่ เป็นทาส ถ้าภาษาที่นี่ต้อง ดูริง แปลว่า เปลี่ยนแปลง แต่ไม่ต้องกลัวประเทศไทยยังอยู่ คนไทยยังอยู่ กรุงเทพฯ ก็ยังอยู่ แต่นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารการปกครอง

ใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างทางการเมืองเลยได้ไหม

ไม่ได้ เดี๋ยวเราจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เป็นคอมมิวนิสต์ แบบที่คนไทยเข้าใจผิดๆ เดี๋ยวมันจะไปกันใหญ่

แสดงว่าเรื่องแบ่งแยกดินแดนเป็นสิ่งไร้สาระ

เราลองมาดูที่ความสัมพันธ์ของคนต่างศาสนาในพื้นที่ว่าเขาเริ่มมีปัญหา ตั้งแต่ตอนที่ทหารถูกเทเข้ามาในพื้นที่เยอะๆ เวลาเข้าด่านตามถนนหนทางทั่วไปใส่ชุดตามอัตลักษณ์พื้นที่ ใส่ชุดมุสลิมก็เรียกจอด มันก็เกิดภาพการเปรียบเทียบว่าคนพวกนี้มีปัญหา เป็นโจร สนับสนุนโจร ก็ปากต่อปากกัน

ทั้งๆ คนพุทธในพื้นที่รุ่นก่อนๆ เขาโอเคกับการอยู่ด้วยกันกับคนต่างศาสนา พอมาช่วงหลังหลังความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับคนพุทธเริ่มห่างกันมากขึ้น เพราะพอเหตุการณ์มันเกิดขึ้น มีการแบ่งแยกหมู่บ้านด้วย แยกเป็นหมู่บ้านสีแดง สีแดงเข้ม สีเขียว ซึ่งมันก็ถูกแยกโดยทหาร

ทีนี้คนพุทธเขาก็รู้สึกว่าโอ้โห หมู่บ้านตรงนี้ไม่ควรไป เป็นหมู่บ้านสีแดง ตรงนี้พื้นที่อันตราย เขาก็เล่าสู่กันฟังสู่รุ่นลูกสู่ยุคปัจจุบัน พัฒนาไปสู่ความระแวง เช่น การไปตลาดจากแต่ก่อนที่ซื้อขายกันก็พูดคุยกันยาวๆ เพลินๆ ได้ ทุกวันนี้ก็แค่ซื้อขายกันธรรมดา  รีบซื้อรีบไปเพราะต่างระแวงกัน กลัวกันเองว่าพูดอะไรออกไปเดี๋ยวจะมีเหตุการณ์ตามมาไหม

คนพุทธเขากลัวมุสลิม คนมุสลิมก็กลัวคนพุทธ เพราะเขาก็มองว่าในบรรดาคนพุทธก็อาจมีสายลับให้ทหาร หรือการมีทหารปลอมตัวแฝงอยู่ในคนพุทธ เพียงแค่ว่าในพื้นที่นี้คนมุสลิมมันมีมากกว่าคนพุทธ แค่พื้นที่นี้นะ ทั่วประเทศยังไงคณพุทธก็มากกว่าคนมุสลิมอยู่แล้ว

ส่วนคนต่างพื้นที่เขาก็ไม่กล้าลงมาที่นี่ มันก็เลยทำให้ยิ่งนานวันยิ่งห่างเหินกัน ที่เป็นปัญหาจริงๆ มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นทหาร การที่เขามาตั้งค่าย แจกปืนให้คนพุทธ หมู่บ้าน อปพร. (อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน) ชคต. (ชุดคุ้มครองตำบล) เป็นนโยบายแจกปืนโดยทหารเพื่อเอาไว้ป้องกันตนเอง เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล ส่วนหมู่บ้านคนมุสลิมเขาแจกเฉพาะเจ้าหน้าที่ คนที่เป็น ชรบ. (ชุดอาสารักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) พอเป็นแบบนี้ในพื้นที่ที่มีการประกาศกฏอัยการศึกและคนมีปืนจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คนระแวงกันเองเห็นอะไรดำๆ มืดๆ ก็ยิง

แล้วค่ายทหารใน 2-3 ตำบลหรือในหมู่บ้านนึงก็ต้องมีค่ายทหารอย่างน้อยหนึ่งค่าย อันนี้มันก็ยิ่งล่อเป้าเข้าไปอีกเพราะเขาต้องเดินตระเวนตอนกลางคืน มันเลยยิ่งใกล้เคียงกับคำว่าพื้นที่สงครามมากขึ้นไปอีก เลยทำให้คนยิ่งอึดอัดเข้าไปอีก สมมติว่าเราเป็นคนธรรมดาไม่ได้รู้เรื่องอะไร ขับรถเข้าด่านไปก็ต้องถูกจอดถูกค้น มันก็ทำให้คนรู้สึกรำคาญ น่าเบื่อ เราอยู่บ้านก็แวะมาหาที่บ้าน เราอยู่ตาดีกา (สถานที่ใช้อบรมเด็กๆ) ก็แวะมาหา

พอมีปัญหากับใครก็ไปแจ้งที่มัสยิด มันเลยกลายเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพมากเกินไปแล้ว คนเลยเริ่มเอือมระอากับ 10 กับ 20 ปีที่ต้องทนอยู่อย่างนี้ ประชาชนที่ต้องถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน โดยเฉพาะกฎอัยการศึก มันเลยทำให้คนตั้งคำถาม 20 ปีกับงบประมาณหลายล้านที่ถูกเทลงมาในพื้นที่เรา รัฐบาลแก้อะไรไม่ได้เลยหรอ แล้วยิ่งยุคนี้ที่คนมันตื่นรู้กันเยอะ โลกมันไร้พรมแดน

เยาวชนในพื้นที่เขาก็เรียนรู้และตั้งคำถามความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ตั้งคำถามเรื่องงบประมาณตั้งคำถามเรื่องกฎอัยการศึก

ตั้งคำถามเรื่องการประพฤติปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่ต่อประชาชน มันสุกงอมกันเองและมันเป็นกันทั่วประเทศ โดยธรรมชาติของวันและเวลามันล่วงเลยมาถึงจุดนี้แล้ว

เวทีเจรจาได้ผลไหม

เวทีเจรจาทุกวันนี้ยังคงมีแต่ไม่ได้ผล เป็นรูปแบบกึ่งลับกึ่งสาธารณะ ตอนนี้เราก็ไม่รู้สถานะของการเจรจาระหว่างรัฐไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น เพราะรัฐไทยไม่เคยต้องเจรจากับใคร กลุ่มกองกำลังเองก็ไม่เคยต้องเจรจากับใคร มันเลยค่อนข้างตะกุกตะกัก แล้วผลการเจรจามันเป็นอย่างไรเราก็ไม่ค่อยได้รับรู้

ที่นี่ความคาดหวังของเราสูงเพราะมันคือเวทีเจรจา มันไม่ใช่อาวุธอย่างน้อยการเจรจา ความรุนแรงมันลดลง หรืออย่างน้อยสองฝั่งที่กำลังสู้กันคือรัฐไทยกับกลุ่มกองกำลังมีความเข้าใจกันมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเจรจาก็มีล้มเหลว ยิ่งหากผลเจรจาออกมาไม่เข้ารูปเพราะเรามาคุยกันมาเจอกันเพื่อเราจะได้เป็นเพื่อนกัน เพื่อสันติภาพ แต่คุยไปคุยมามันไม่เข้ารูปไม่เข้ารอย เรื่องการเจรจามันพูดยากเพราะว่ามันต้องดูเป็นรอบๆ ไปเพื่อวิเคราะห์ว่าทิศทางมันจะเป็นแบบไหน

เช่น การเจรจาบางรอบ กลุ่มบีอาร์เอ็นเองก็ดูจะไม่ออกมาเจรจาด้วย แต่รัฐไทยก็ทำข่าวออกไปแล้ว ก็ต้องสับขาหลอกหาตัวแทนอื่นมานั่งเป็นตัวหลอกว่าเราเจรจาแล้ว

เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยยังคงสามารถควบคุมพื้นที่ได้ รัฐไทยดื้อดึงสร้างภาพว่ามีการเจรจา มันเลยเป็นการเจรจารูปแบบกึ่งลับกึ่งสาธารณะ รัฐไทยจะใช้ความกึ่งลับออกมาโปรตนเองว่าเขาควบคุมพื้นที่ได้ เช่น ออกข่าวว่าตอนนี้สถานการณ์สามจังหวัดเริ่มดีขึ้นแล้ว ประชาชนให้ความร่วมมือ ซึ่งเราเป็นคนในพื้นที่เรารู้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ออกสื่อสาธารณะไป เรื่องเวทีมันจึงเป็นสงครามข่าวสาร และคนไทยทั้งประเทศถูกหลอก คนสามจังหวัดเนี่ยน่ากลัว เลวร้ายมาก

เหมือนกรณีสงครามอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ถ้าเราเสพข่าวฝั่งยิวเราก็จะได้ข่าวอีกแบบนึง ถ้าเราเสพข่าวฝั่งปาเลสไตน์เราก็จะได้ขาวอีกแบบนึง แต่ถ้าเราไม่เข้าข้างทั้ง 2 ฝ่ายเราจะมองเห็นความเป็นจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่นี้

ปาตานีก็เช่นกัน เพราะถ้าเราดูสื่อกระแสหลักหรือสื่อที่มาจากกองทัพบก เราก็จะได้ข่าวสารแบบที่รัฐต้องการให้เรารับรู้ กลายเป็นว่าเราต้องดูสื่อเฉพาะเช่น พื้นที่ปาตานีคนที่นี่ก็จะดูข่าวจากสำนักข่าววาตานี หรือถ้าเราดูรูปภาพตามท้องถนนที่เขาเอาโต๊ะอิหม่ามเอาทหารมาจับมือกัน มันเป็นรูปแบบการเมืองของรัฐไทยอีกแบบนึงเช่นกัน เป็น สงครามข่าวสารให้ประชาชนทั่วไปที่เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรให้เขาเชื่อในแบบที่รัฐไทยอยากให้เชื่อ

และสิ่งที่รัฐไทยทำมันคือการไม่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณะชน เพื่อที่รัฐไทยจะได้เป็นคนนำทิศทางข่าวสารในพื้นที่ปาตานี ยกเว้นว่าเราเป็นประชาชนที่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เต็มที่ รัฐไทยก็จะมาหลอกอะไรเราไม่ได้ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องขับเคลื่อนเรื่องการศึกษาและการสื่อสาร

การกำหนดชะตาชีวิตโดยคนปาตานี ไม่ใช่ กอ.รมน. คืออะไร

คือการกำหนดชะตาชีวิตมันเป็นสิทธิของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่คนปาตานี ตามกฎสหประชาชาติเราสามารถกำหนดชะตาชีวิตของเราได้  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกกดทับ ประชาชนสามารถเรียกร้องและออกมาต่อสู้เพื่อชะตาชีวิตของตนเองได้ ถ้าเขาอยากได้การกำหนดชะตาชีวิตของตนเองในแง่การปกครอง ในแง่ของรายได้ ในแง่ของการศึกษา ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิ์

ให้เราอยู่ดีกินดีมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์มีศักดิ์ศรีความเป็นคนโดยเท่าเทียมกัน

มนุษย์เราไม่ได้ต้องการอะไรมากเราต้องการความเท่าเทียมกันแค่นี้เลย

เขาเรียกร้องเพราะไม่ได้รับอะไรในสิ่งที่เขาต้องการ เช่น เศรษฐกิจ ความมั่นคงในชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ของเขามีคุณค่าเท่าเทียมกับภูมิภาคอื่น เขาได้รับการพัฒนาและเจริญเท่าเทียมกับส่วนกลาง อัตลักษณ์ของเขาถูกยอมรับ

อำนาจในพื้นที่ก็มีผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งมาดูแลจังหวัดของตนเอง คนในพื้นที่มีอำนาจดูแลจังหวัดเหมือนกับที่อื่น ศาสนาสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เต็มที่ แสดงออกทางศาสนา อัตลักษณ์ รวมกลุ่มทำกิจกรรมได้ จบเลย

ทางออกปาตานีในสายตาคุณ

หนึ่ง… ปาตานีจะสงบได้ ถ้าประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองที่เป็นการกระจายอำนาจไม่ใช่การกระจุกอำนาจ เกิดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศจริงๆ โครงสร้างต่างๆ ถูกแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยจริงๆ ปาตานีก็จะสงบ

เพราะในหลักการของศาสนาอิสลามเขาไม่มีทาส ไม่มีนักบุญ เพราะมนุษย์กับมนุษย์เท่ากัน คุณค่ามนุษย์กับมนุษย์เท่ากัน มนุษย์กับมนุษย์ไม่สามารถกราบไหว้ด้วยกันเองได้ เพราะคนทุกคนเท่ากัน เราต้องการเสรีภาพ ในฐานะของความเป็นมนุษย์มันจึงต้องกระจายอำนาจ

Author

  • ช่างภาพและนักเดินทาง เชื่อเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ ความหลากหลายและเสรีภาพ และ หากประชาชนออกแบบประเทศเองได้ สังคมคงมีสีสันและพัฒนาไปไกลอย่างที่ทุกคนต้องการ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีความฝันอยากเป็นชาวประมง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *